Fukuoka

Ohayo

จุดเริ่มต้นจากว่าทุกปีต้องมีทริปบริษัท หลังจากที่แผนการไปนอร์เวย์ล่มลง เลยคิดว่าควรจะไปอะไรง่ายๆ ไม่ต้องขอวีซ่า งบไม่บานปลาย จึงนำเสนอทริปไปญี่ปุ่น สุดท้ายมาลงตัวที่ฟูกุโอกะ เนื่องจากนายทั้ง 2 ชอบเมืองนี้กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนในหัวของตัวเราฟูกุโอกะ เป็นยังไง มีอะไร ไม่เคยรู้เลย ดีเหมือนกันที่ไม่ต้องไปที่ซ้ำ

ทริปนี้เป็นครั้งที่ 5 ของการไปญี่ปุ่น ง่ายๆไม่มีอะไรมาก ทริปบริษัท ไปฟรี กินฟรี ไปกับทัวร์ แค่จัดกระเป๋าแล้วก็ออกเดินทางได้เลย

วันแรกออกเดินทางด้วยสายการบินไทย TG648 รอบตี 1 บางทีก็รู้สึกชอบเวลาบินแบบนี้เหมือนกัน เพราะมันตรงกับเวลานอน ทำให้ขึ้นไปแล้วก็ง่วงทันที แต่ข้อเสียคือ ฟูกุโอกะใช้เวลาบิน 5 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ยังไม่ทันหลับได้เต็มอิ่ม ก็ต้องตื่นละ

8 โมงเช้าถึงเวลาเครื่องลงตามกำหนด เครื่องลงปุ๊ป รถบัสก็มาเกยรอหน้าสนามบิน พร้อมพาไปยังจุดหมายแรกที่ศาลเจ้า Dazaifu ตามโปรแกรมทัวร์เขียนบอกไว้ว่าไฮไลท์คือการดูต้นบ๊วยกว่า 6,000 ต้นบานสะพรั่ง แต่ท่าทางจะไม่ใช่เวลานี้ล่ะ ไม่มีต้นอะไรบานสักต้นนึงเลย ทางเดินก่อนเข้าศาลเจ้าเรียงรายด้วยร้านค้าขายขนม และของฝาก ไกด์บอกให้เดินตามกันเข้าไปก่อนและค่อยมาแวะดูร้านค้าตอนขาออก ศาลเจ้านี้ก็เหมือนศาลเจ้าญี่ปุ่นทั่วๆไป ตามความรู้สึกไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่าศาลเจ้าอื่น ลักษณะของวัด สวนญี่ปุ่น ก็ยังคงให้ความสงบได้ แม้ว่าจะมีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมชมมากมาย ไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่ คือรูปปั้นวัว ที่สามารถประทานสติปัญญา และการรักษาโรคได้ โดยใครอยากฉลาดก็ให้ไปลูบที่หัว ใครอยากหายเจ็บป่วยตรงไหน ก็ให้ไปลูบตามอวัยวะที่ต้องการ แน่นอนเรื่องความเชื่อทั้งหลาย ไม่มีพลาดแน่นอน ลูบหัว กับหูวัว หวังว่าจะฉลาดขึ้น และหายเจ็บจากอาการปวดหูที่เป็นอยู่

ขากลับออกจากศาลเจ้าไม่พลาดที่จะแวะชิมขนมตามข้างทางที่ขายอยู่ ขนมขึ้นชื่อของที่นี่คือ โมจิไส้ถั่วแดง มีให้เลือกหลายร้านตามข้างทาง เราเลือกตามคำโฆษณาของไกด์ว่าเป็นร้านที่ขายดีที่สุด ประกอบกับหน้าตาที่ดูดีที่สุดด้วย แป้งโมจิอร่อยมาก เพราะได้กินตอนร้อนๆ ตัดกับไส้ถั่วแดงที่เค้าทำไม่ค่อยหวานมาก รสชาติดีทีเดียว ส่วนอีกอันที่ซื้อมากินคือ โมจิสตรอว์เบอร์รี่ แป้งนุ่มเนียน อร่อยมากมาย

จุดหมายต่อไปอยู่ค่อนข้างไกลคือ ยูฟุอิน วิวสองข้างทางตอนนี้สวยมาก เพราะเป็นช่วงที่เห็นภูเขาเป็นสีเหลืองอ่อนๆของใบไม้เปลี่ยนสี ก่อนเข้าตัวเมืองยูฟุอิน เราแวะกินอาหารกลางวัน เป็นชุดอาหารญี่ปุ่น หม้อไฟไก่

นั่งรถต่อไปนิดเดียวก็เข้าสู่ตัวเมืองยูฟุอิน ที่นี่ไกด์ปล่อยให้เราเดินเล่นอิสระ โดยจุดหมายแรกที่ไกด์แนะนำให้ไปคือ ทะเลสาบ ทะเลสาบที่นี่ไม่ใหญ่มากนัก เหมือนบ่อน้ำซะมากกว่า แต่น้ำใสมาก เราเดินเล่นถ่ายรูป ไปเรื่อยเปื่อย พอหลุดจากทะเลสาบมาก็จะเป็นร้านค้าเต็มไปหมด ขายทั้งขนม อาหาร ของฝาก เรียงรายอยู่ตามทางเดิน มีทั้งตกแต่งแบบญี่ปุ่น และแบบตะวันตก เราเดินกันไปเรื่อยๆจนไปถึง Yufuin Floral Village ที่ทำเป็นเหมือนหมู่บ้านยุโรปเล็กๆน่ารักพอเดินวนได้รอบนึง มีสวนนกฮูกอยู่ตรงกลาง นกฮูกที่นี่หน้าตาน่ารักมาก มีหน้าตาแปลกๆอยู่หลายตัวเลย เราเดินเล่นวนไปมาจนเริ่มเหนื่อย ก็มานั่งพักที่ร้านกาแฟ สั่งโคโรเกะเนื้อมากิน ตามคำบอกของไกด์ว่าเป็นของขึ้นชื่อ รสชาติเลี่ยนตามปกติ เหมือนที่เคยกินที่อื่น เดินเล่นได้อีกพักใหญ่ก็ถึงเวลานัด เพื่อเดินกลับโรงแรม

โรงแรมที่พักคืนนี้อยู่ที่เมืองเบปปุ เป็นเมืองบ่อน้ำร้อน ระหว่างขับรถผ่านเห็นควันลอยผ่านอยู่ทั่วไป แถมด้วยกินกำมะถันที่โชยเข้ารถตลอด พร้อมกับเสียงถามกันว่าใครตด

ตามธรรมเนียมของเรียวกัง ทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดยูกาตะเพื่อมากินชุดไคเซกิที่เตรียมไว้ที่ห้องอาหาร ก่อนลงมากินข้าวได้ไปแช่ออนเซ็นร่วมกับพี่ที่ทำงานที่มาด้วยคนนึง ซึ่งในชีวิตนี้ก็ไม่นึกว่าจะมีวันที่ได้แก้ผ้าแช่น้ำกับคนรู้จักที่ไม่ใช่พ่อแม่ด้วย ทุกทีที่มาญี่ปุ่นก็ไม่เคยแช่ออนเซ็นที่เป็นออนเซ็นรวมเลย ไม่รู้ครั้งนี้นึกยังไง ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่อีกอย่างนึงของการมาทริปนี้

วันที่สอง ไกด์ให้ตื่นมาอย่างเช้า ตามสไตล์ทัวร์ 6 7 8 กินอาหารชุดที่โรงแรมเตรียมไว้ให้ จากนั้นออกเดินทางไปยัง Kokone Yume Suspension Bridge ซึ่งถือว่าเป็นสะพานแขวนคนเดินที่ยาวและสูงที่สุดในญี่ปุ่น ไกด์เล่าว่าชาวเมืองนี้เค้ารวบรวมเงินกันเองเพื่อสร้างสะพานนี้ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เมืองมีรายได้ โดยตรงกลางสะพานมองไปจะเห็นวิวน้ำตกอยู่ที่ภูเขา พอไปถึงอยู่ๆหิมะก็ตก แถมมีลมอีกต่างหาก แต่กรุ๊ปเราก็สู้ เดินกันไปถึงกลางสะพานเลย

จากนั้นนั่งรถต่อไปอีกกว่า 100 โล เพื่อไปยัง Tosu Premium Outlet ระหว่างทางแวะกินข้าวกลางวันเป็นบุฟเฟต์ปิ้งย่าง ที่ Tosu Premium Outlet ก็มี Brand ค่อนข้างหลากหลาย ขนาด Outlet กำลังดี เดินได้ครบทุกร้านแบบไม่เร่งรีบ จากนั้นไปต่อที่ศาลเจ้า Yutoku Inari ตามแบบฉบับของศาลเจ้า Inari มีประตูโทริอิสีแดง และรูปปั้นจิ้งจอกที่เชื่อว่าเป็นผู้นำสารไปให้เทพเจ้า ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ที่เชิงเขา จะมีทางบันไดให้เดินขึ้นไปเรื่อยๆ เราเดินไปไม่ถึงสุดทาง เพราะทุกคนที่เคยมาบอกว่าวิวก็จะเหมือนๆกัน ที่นี่คนน้อยกว่าศาลเจ้าแรกเยอะเลย อาจเป็นเพราะพวกเรามาถึงตอนที่เย็นมากแล้ว เดินชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีสักพัก ก็ถึงเวลาขึ้นรถกลับโรงแรม อาหารเย็นคืนนี้ มีไฮไลท์เป็น เทมปุระที่แป้งบางเบากรอบอร่อยมาก กับเนื้อเสต็ค Sasebo ที่ถือว่าเป็นเนื้อขึ้นชื่อของเมืองนี้ คือเป็นเนื้อที่มีความนุ่ม ทั้งๆที่ไม่มีมันแทรก ความอร่อยก็เลยจะสู้เนื้อมันแทรกเยอะๆอย่างเนื้อวากิวไม่ได้ แต่ความนุ่มและหอมก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว แถมยังได้ลองชิมเนื้อปลาวาฬที่อยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์ด้วย น่าสงสารที่คนเอามันมากิน นี่ขนาดสงสารก็ยังกินเลย เพราะความอยากลอง แต่หลังจากครั้งนี้ก็จะไม่กินแล้วล่ะ

คืนนี้โรงแรมที่ว่าเป็นทีเด็ด เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของทั้ง 4 คืนที่พักมา โดยเราเข้าพักอยู่ในสวนสนุก Huis Ten Bosch ที่จำลองให้เหมือนประเทศเนเธอร์แลนด์ บรรยากาศตอนกลางคืนสวยมาก เพราะเค้าประดับไฟทั้งสวน ดอกไม้ก็สวยมาก แถมมีการแสดงอยู่ในหลายๆจุดของสวนด้วย เรียกได้ว่าเป็นคืนที่น่าประทับใจเลยทีเดียว

เช้าวันที่ 3 ตื่นเช้ามาด้วยความดีใจ ได้กินบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าแบบญี่ปุ่น กินข้าวเสร็จ วันนี้สบายๆ ไกด์ให้เดินเล่นดูวิวในโรงแรมต่อได้อีกพักใหญ่ค่อยเช็คเอาท์

ออกจากโรงแรมได้ไม่ถึง 5 นาที ไกด์บอกว่าจะแวะทานข้าวเที่ยงก่อน ทุกคนบ่นใหญ่บอกว่ายังอิ่มจากอาหารเช้าอยู่ แต่กลายไปกลายมาเป็นบุฟเฟต์ขาปูยักษ์ ขาปูที่นี่สดมาก กลายเป็นที่ทุกคนบ่นว่าอิ่มกลับกินกันเข้าไปได้อีกเยอะเลย

ช่วงบ่ายนั่งรถค่อนข้างนานเพื่อกลับเข้าตัวเมือง โปรแกรมเป็นช้อปปิ้งตามอัธยาศัย ในย่าน Tenjin พร้อมให้ทานอาหารเย็นกันเอง เย็นวันนี้ทุกคนเลยแยกย้ายกันไป เรากับน้องอีกสองคน อยากกินซูชิ พยายามเดินหาร้าน ก็ไม่เห็น สุดท้ายมาจบที่ร้านอะไรก็ไม่รู้ ลักษณะเป็นร้านแบบครัวเปิด เข้าไปนี่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้สักคนเดียว ตอนแรกเกือบไม่ได้โต๊ะ เพราะคนจองเต็มหมดร้าน แต่เค้าก็หาโต๊ะมาให้ บอกว่าต้องออกก่อนทุ่มครึ่ง (ตอนนั้นเกือบหกโมง) เราก็ดีใจ และคิดว่าก็ดี เพราะไกด์นัดให้เราไปเจอที่รถตอนทุ่ม 20 เผื่อที่จะขึ้นรถกลับโรงแรมที่อยู่ห่างออกจากตัวเมืองไป การสั่งอาหารเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ สุดท้ายเลือกที่จะสั่งอาหารเป็นคอร์ส เพราะเป็นคำเดียวที่อ่านออก โดยเลือกคอร์สราคาแพงสุดที่ คอร์สละ 5,000 เยน และต้องมานั่งรอลุ้นว่าจะมีอะไรออกมาให้กิน เพราะในเมนูไม่ได้ระบุไว้ อาหารเริ่มทยอยเสิร์ฟออกมา พอเริ่มใกล้จะทุ่มนึง ก็เป็นตอนที่รู้ว่าไม่มีทางที่จะกลับไปทันที่ทัวร์นัด เลยพยายามติดต่อหาน้องในกรุ๊ปเพื่อให้ช่วยมาเอาของที่ซื้อไปเก็บบนรถ จริงๆก็วางแผนกันไว้อยู่แล้วว่าจะไม่กลับไปกับรถทัวร์ เพราะจะอยู่เที่ยวในเมืองกันต่อ แค่ไม่อยากมีของหนักๆเป็นภาระตอนเดินเล่นกลางคืน สุดท้ายเลยต้องวิ่งประมาณเกือบโล เพื่อเอาของไปให้น้องที่มารอระหว่างทาง แล้วก็วิ่งกลับมาเผื่อกินอาหารให้จบคอร๋ส สรุปอาหารคอร์สที่ตอนแรกนั่งละเลียดอย่างอร่อย หลังวิ่งกลับมากลายเป็นเฉยๆด้วยความอิ่ม เหนื่อย และรู้สึกผิดที่ทำตัวเป็นภาระคนอื่น

หลังกินอาหารเสร็จ ก็ได้เวลาเดินเล่นดูเมือง เราเดินเล่นกันไปจนถึง Canal City แล้วก็ไป Game Arcade ไปถ่ายสติ๊กเกอร์ เล่นคีบตุ๊กตา ขับรถแข่งมาริโอ้ แล้วก็ยิงซอมบี้ เล่นเสร็จก็มาเดินริมคลอง ก็จะเจอร้านขายอาหารริมคลอง (Yatai) เรียงรายอยู่เต็มไปหมด อาหารที่ขายก็จะเป็นพวกปิ้งย่าง ราเมง ของทอด กติกา คือว่าสั่งได้แค่รอบเดียว เพราะพอหมดรอบเข้าจะให้ลุก เพื่อให้คนอื่นเข้ามานั่งต่อ กินเสร็จเดินไป Hakata Station เพื่อจะไปขึ้นรถไฟรอบรองสุดท้ายประมาณ 5 ทุ่ม พอเดินถึงยังเหลือเวลา เลยนั่งเล่นที่ Christmas Market หน้าสถานี พอได้เวลาก็ขึ้นรถไฟกลับใช้เวลาชั่วโมงนึง และต่อแท๊กซี่อีกประมาณ 2 กิโล ถึงจะถึงโรงแรม

เช้าตื่นมา กินบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงแรม มีนัตโตะของโปรดเหมือนเดิม จากนั้นเดินทางไปยังท่าเรือ Mojiko ด้วยความขี้เกียจ บวกกับละอองฝนที่โปรยปราย เลยขอนั่งรอกรุ๊ปอยู่ที่ร้านกาแฟ ไม่ได้ไปเดินเล่นดูรอบๆ เพราะดูเหมือนจะไม่มีอะไร

จุดหมายต่อไปคือ ที่ตลาดปลา พอไปถึงทุกคนก็ตื่นตาตื่นใจกับซูชิที่เรียงราย ตลาดปลาที่นี่ค่อนข้างจะต่างกับที่โตเกียว เหมือนเป็นตลาดปลาสำหรับนักท่องเที่ยว ทุกร้านขายของเหมือนๆกันหมด จากความตื่นเต้นตอนที่เห็นร้านแรก พอเริ่มเดินไป ความตื่นเต้นก็หายหมด ซูชิรสชาติใช้ได้ มีความสด ราคาย่อมเยา ได้ลองกินปลาปักเป้าทั้งแบบซาชิมิ และแบบซุปด้วย เนื้อจะเป็นแบบเด้งๆกรุ๊บๆ สายฝนยังคงโปรยปรายมาอย่างต่อเนื่อง

รถทัวร์พาเราสู่จุดหมายต่อไปคือ ปราสาท Kokura และย่านช้อปปิ้งของเมือง Kitakyushu ถึงตอนนี้ค่อนข้างจะหมดอารมณ์เดิน เพราะไม่ได้อยากซื้อของอะไร นั่งๆเดินๆจนถึงเวลานัด กลับเข้าโรงแรม

คืนนี้ เป็นอีกหนึ่งคืนที่โรงแรมมีออนเซ็นให้แช่ ดีใจมากเพราะรู้สึกเมื่อยจากการเดิน อยากแช่น้ำร้อนๆให้หายเมื่อย นัดกับพี่คนเดิม พอไปถึงออนเซ็นสองคนถึงกับอึ้ง ออนเซ็นคนเยอะมาก คราคร่ำไปด้วยคุณป้าชาวญี่ปุ่น ช่างต่างจากออนเซ็นวันแรกที่ไปแช่ ที่ไม่มีคนเลย แถมยังเปิดไฟสว่างโร่ ไม่มีไอน้ำและความมืดมาปกคลุมเหมือนโรงแรมแรก สองคนมองหน้ากันว่าจะเอายังไงดี สุดท้ายก็ตัดสินใจลงแช่ แปลกที่พอลงไปก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดหรืออายอะไร ทั้งๆที่มีคนแก้ผ้าอยู่รอบตัว ทำให้รู้แล้วว่าครั้งหน้าที่มาญี่ปุ่น สามารถลงมาออนเซ็นได้อย่างสบายใจแน่นอน แช่ออนเซ็นเสร็จก็เข้านอน พรุ่งนี้เวลาเช้าตรู่ 6 7 7.20 เพื่อเตรียมเดินทางไปสนามบิน

เช้าวันรุ่งขึ้นเดินทางไปสนามบินตามเวลานัดหมาย พอเข้าเกท ก็ช้อปปิ้งขนมอย่างเยอะ ตามธรรมเนียมแบบฉบับคนไทย เป็นอันจบทริปฟูกุโอกะ

สุดท้ายในความคิดของตัวเอง ฟูกุโอกะก็เป็นเมืองเงียบๆไม่ค่อยมีอะไร ความสุขของการมาญี่ปุ่นในครั้งนี้ คงไม่ต่างจากทริปญี่ปุ่นในครั้งอื่นนั่นก็คือ เรื่องของของกิน ที่มีให้กินตลอดทั้งวัน เดินไปไหนก็หาของกิน มีขนมให้กินได้ตลอด หวังว่าคงจะมีโอกาสได้มากินๆๆที่ญี่ปุ่นอีกนะ ซาโยนาระ

 Scroll to top