noochantraveltheworld

Kiwi Land

หลังจากผ่านการเลือกจากหลายที่ โดยมีตัวแปรสำคัญคือคุณนายแม่ที่ระบุมาว่าจะไม่ไปที่หนาวๆ ดังนั้นจุดหมายที่วางแผนไปง่ายๆอย่างยุโรปก็เป็นอันตกไปทั้งทวีป ที่เหลืออย่างโซนเอเชียใกล้บ้านก็ดูจะไม่เข้าตา อันนั้นก็ไปมาแล้ว อันนี้ก็ไม่มีอะไร

สุดท้ายนิวซีแลนด์ ประเทศที่มีหน้าร้อนอยู่เดือนธันวาคม จึงชนะขาดลอยไปอย่างไม่ยาก

พูดถึงนิวซีแลนด์หลายคนอาจจะนึกถึง Road Trip แต่ครอบครัวเราตัดสินใจซื้อทัวร์ไป ด้วยความที่ไม่มีเวลาวางแผน ประกอบกับเส้นทางที่ต้องขับรถวันละร้อยสองร้อยโลก็ทำให้โชเฟอร์คนสำคัญยอมแพ้ ครั้งนี้เราจองทัวร์ไปกับเอเย่นต์ทัวร์ที่เป็นเพื่อนของพี่ที่ทำงาน ได้ราคาลดมานิดหน่อย ราคาทัวร์ช่วงปีใหม่ แพงเอาเรื่องอยู่ อยู่ที่แสนต้นๆต่อคน

27 ธันวาคม วันแรกของการเดินทาง ทัวร์นัดเจอที่สนามบินตอน 9.30 น. เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางโดยสิงคโปร์แอรไลน์ SQ975 พวกเราไปกันถึงตรงเวลา จากที่คิดว่าจะไปรอนาน ทำไปทำมาเวลาเหลือไม่เยอะ ซึ่งเป็นผลมาจากความงก ที่อยากจะไปเอาแซนด์วิชของ Subway ฟรี ทั้งๆที่รู้ว่าร้านตั้งอยู่สุดฟากฝั่งนึงกับประตูขึ้นเครื่อง โดยกว่าจะตัดสินใจว่าจะเดินไปเอาก็คือตอนที่เกือบจะถึงประตูขึ้นเครื่องแล้ว ทำให้ต้องเดินไปมาจากสุดทางนึงไปอีกทางหนึ่ง จนเกือบหมดเวลา แต่การเดินไปครั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ เพราะพอขึ้นเครื่อง อาหารเสริฟปุ๊ป ไม่มีใครกินได้เลย สุดท้ายเราสามคนก็ได้ประทังความหิวไปด้วย Subway แสนอร่อย 2 ชิ้น

นั่งไปไม่นานก็ถึง Changi Airport ได้ความรู้ใหม่จากไกด์ว่าถ้าจองตั๋วกับ Singapore Airline ในช่วงนี้ และมา Transit ที่ Changi Airport สามารถเอาพาสปอร์ตไปแลกรับ Voucher SGD20 เพื่อใช้ซื้อของ กินข้าวในสนามบินได้ ลูกทัวร์ทุกคนไม่รีรอ เดินตามไกด์ไปเพื่อต่อคิวรอรับ 20 เหรียญฟรี เรา 3 คน พ่อแม่ลูก ตัดสินใจเอา 60 เหรียญที่ได้ไปกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมตบท้ายด้วยการนั่งเก้าอี้นวดให้สบายขาก่อนเดินทางต่ออีกกว่า 10 ชั่วโมง

หลังจากเดินทางมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็มาถึง Christchurch International Airport ที่นี่การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองค่อนข้างเข้มข้นและเสียเวลา ด่านแรกคือการตรวจวีซ่าและสัมภาษณ์ ด่านสองคือการสัมภาษณ์เรื่องของที่เอามา ว่ามีการเอาพวกของกินอะไรมาบ้างรึป่าว ถ้าเอามาก็ต้อง declare ไม่งั้นเจอทีหลังจะโดนปรับ 400 เหรียญ โชคดีที่พวกเราไม่ได้เอาอะไรมา จึงไม่มีอะไรต้องกังวล สนามบินที่นี่ไม่ได้ใหญ่โตมาก ออกมาจากเกทแล้วมีร้านขายของอยู่นิดหน่อย ที่พลาดไม่ได้คือการซื้อซิมการ์ด มีให้เลือก 2 ยี่ห้อ คือ Spark กับ Vodafone ลูกทัวร์คนอื่นเลือกซื้อ Vodafone กันหมด แต่เราเลือกซื้อของ Spark (1MB NZD25) เพราะได้ยินมาว่ามันดีกว่า แต่สุดท้ายระหว่างทางที่ขึ้นเขา ก็มีช่วงที่สัญญาณหายไปเลย เลยคิดว่า 2 ยี่ห้อคงไม่ต่างกันมาก

Day 1 Christchurch – Ashberton – Tekapo – Twizel

พอออกจากสนามบินได้ รถทัวร์ก็มุ่งหน้าลงสู่ทางตอนใต้ของเมือง Christchurch ไกด์เล่าให้ฟังว่าเกาะใต้ของนิวซีแลนด์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่กว่าเกาะเหนือ แต่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยมาก คือมีคนอาศัยอยู่แค่ประมาณ 1 ล้านคน ที่เหลืออีก 3 ล้านคน จะอาศัยอยู่ทางเกาะเหนือซึ่งมีความเป็นเมืองและเจริญมากกว่า ซึ่งน่าจะจริงอย่างที่ไกด์ว่า วิวสองฝากฝั่งที่ผ่านมามองไม่เห็นตึกสูงเลย และเมื่อวิ่งออกจากสนามบินสักพัก วิวที่เห็นก็มีแต่ทุ่งหญ้าโล่งกว้าง สุดลูกหู ลูกตา สีเหลืองทองบ้าง เขียวบ้างสลับกันไป จุดหยุดพักแรกของเราคือร้าน Farmer Corner ที่เมือง Ashberton ซึ่งเป็นร้านที่ทำแบบครบวงจร คือ มีร้านอาหาร ร้านขายของฝากปลอดภาษี จุดถ่ายรูปกับทุ่งลาเวนเดอร์ ไกด์เล่าให้ฟังว่าเจ้าของเป็นชาวไต้หวัน เริ่มจากการทำร้านค้าเล็กๆ ภายหลังทำได้ดีก็เริ่มขยับขยายให้ใหญ่โตขึ้น และมีหลายอย่างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ความรู้สึกแรกก่อนลงไปคิดว่าน่าจะน่าเบื่อ เพราะคิดว่าจะเป็นแบบร้านขายของที่ทัวร์ชอบพาไปหลอกขายของ แต่พอไปถึงจริงๆก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด กลับสนุกด้วยซ้ำไป โดยเริ่มต้นจากการกินอาหารจีน คนที่มาเสริฟ์ก็จะบอกว่า นี่เป็น Taiwanese soup, Taiwanese fish, Taiwanese นู้นนี่ จนเราเริ่มลืมว่าอยู่ประเทศอะไรกันแน่ ต่อจากนั้นเป็นการแนะนำสินค้า สินค้าหลักๆ คือ น้ำผึ้ง Manuka ครีมแกะ เสื้อผ้า Merino Wool และอาหารเสริมต่างๆ ณ จุดนี้ ก็ฟังเพลินๆ คนขายก็ไม่ได้ Hard sell จนน่าเกลียด สุดท้ายทั้งครอบครัวเราและลูกทัวร์คนอื่นก็มีของติดไม้ติดมือกลับกันคนละนิดละหน่อย หลังจากนั้นก็เป็นเวลาให้เดินเล่นถ่ายรูปกับทุ่งลาเวนเดอร์ และอัลปากา ไกด์ให้เวลาเยอะอยู่ เดินเล่นถ่ายรูปได้สบายๆไม่เร่งรีบ ทุ่งลาเวนเดอร์สวยมาก และข้างๆกันก็มีสวนดอกไม้เล็กๆจัดไว้ให้ถ่ายรูปด้วย ไกด์เล่าให้ฟังว่าทุ่งลาเวนเดอร์นี่ก็เพิ่งมาฮิตปลูกกัน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเข้ามาของคนต่างชาติ ด้วยความที่นิวซีแลนด์มีพื้นที่กว้างขวาง และรัฐบาลค่อนข้างให้อิสระกับการเข้ามาลงทุน เลยมีต่างชาติเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งก็จะมาปลูกผลไม้ ดอกไม้ และมาตั้งโรงงานแปรรูปส่งออกกลับไปประเทศตัวเอง ลาเวนเดอร์ก็เป็นหนึ่งในดอกไม้ที่เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง อีกทั้งยังสวยงามดึงดูดให้คนมาแวะท่องเที่ยวได้ ก็เลยเริ่มมีคนปลูกกันเยอะ

เดินทางต่อกันเป็นชั่วโมง ก็มาถึงทะเลสาบ Tekapo ซึ่งเป็นทะเลสาบที่สวยมาก ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยเห็นทะเลสาบที่ไหนสีฟ้านมๆจะใส สวยได้เท่านี้ ถือเป็นการต้อนรับการมานิวซีแลนด์ครั้งแรกได้อย่างประทับใจ ข้างๆทะเลสาบมีโบสถ์เล็กๆ Church of the Good Shepherd และรูปปั้นสุนัขต้อนแกะอยู่ เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับสุนัขต้อนแกะที่ชาวนิวซีแลนด์ใช้ต้อนแกะในฟาร์มอันกว้างใหญ่ของตัวเอง ไกด์บอกว่าโดยปกติรอบๆบริเวณจะมีทุ่งดอก Lupin ที่เป็นดอกไม้ประจำชาติของนิวซีแลนด์ แต่เป็นเพราะปีนี้อากาศร้อนเร็วเป็นพิเศษ ทำให้ดอกไม้ร่วงโรยเร็ว เราเลยไม่ได้เห็นความงามของทุ่งดอก Lupin ที่ว่ามา

ขับรถต่อไปไม่ไกลจากกันมากนักก็มาถึงทะเลสาบ Pukaki ที่มีความสวยงามก็ไม่แพ้กัน เราเดินถ่ายรูปเล่นจนเพลิน ในขณะที่พ่อกับแม่ไปนั่งหลบลมและแดดรออยู่ในรถ เดินไปมาก็ไปเจอกับดอก Lupin ที่ยังไม่เหี่ยว ถึงไม่ได้เห็นเป็นทุ่ง แต่ได้เห็นแค่นี้ก็พอใจล่ะ

ใช้เวลาสักพักก็เป็นอันจบโปรแกรมของวันนี้ ไกด์พาพวกเราเข้าโรงแรมพักผ่อนและกินอาหารเย็นที่เมือง Twizle ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ มองไปรอบๆโรงแรมเห็นแต่ทุ่งหญ้า อาหารเย็นวันนี้เป็นแบบบุฟเฟต์ Main course หลักก็เป็นเนื้อ มีให้เลือก 3 อย่าง เนื้อแกะ เนื้อวัว และแฮมหมู กินพร้อมกับเครื่องเคียงผัก อร่อยถูกใจ เป็นอันจบวันแรกในนิวซีแลนด์ เช้าวันรุ่งขึ้นไกด์นัดเวลา 6 7 8 กินอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรม และพร้อมออกเดินทาง

Day 2 Twizle – Cromwell – Queenstown

จุดหมายแรกของวันนี้ คือการไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อดู Glacier ซึ่งเป็นโปรแกรม optional ของทัวร์ คือถ้าใครจะขึ้นต้องเสียเงินเพิ่มคนละ NZD300 พ่อกับแม่ซึ่งเป็นคนขึ้กลัวอยู่แล้วก็ขอผ่านโปรแกรมนี้ไปอย่างไม่ต้องคิด ส่วนเราก็ไม่คิดว่าอยากจะขึ้น เพราะก็เคยเห็น glacier มาแล้วบ่อยๆ พวกเรากับลูกทัวร์บางคนที่เหลือ เลยนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟ พร้อมถ่ายรูปเล่นกับวิว Mount Cook เพื่อรอให้เวลาผ่านไป รอไม่นานนักทุกคนก็กลับมา

จากนั้นเดินทางกันต่อประมาณชั่วโมงกว่าๆไปที่ Jones’s Fruit Stall ที่เมือง Cromwell ซึ่งถือว่าเป็นเมืองแห่งผลไม้ ร้านขายผลไม้ของป้าโจนส์นี่ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะมีสวนเชอร์รีอยู่ด้านหลัง ไกด์บอกว่าต้องขอโทรเช็คก่อนว่าป้าโจนส์จะอนุญาตให้เข้าไปเก็บเชอร์รี่รึป่าว เพราะบางทีมาป้าโจนส์ก็ไม่ให้เข้าไป และแล้วโชคดีก็เป็นของกลุ่มเรา ป้าโจนส์อนุญาตให้พวกเราเข้าไปเก็บเชอร์รี่ได้ โดยเสียค่าเก็บคนละ NZD15 เมื่อชำระเงินค่าเก็บเรียบร้อยป้าโจนส์จะให้ถุงเปล่ามา 1 ถุง ซึ่งถ้าเราเก็บเต็มถุงก็จะเท่ากับ 1 โลพอดี ซึ่งถือว่าถูกมากถ้าเทียบกับเชอร์รี่ที่ขายเมืองไทยที่ราคาเป็นพัน พอเข้าไปทุกคนตื่นตาตื่นใจ สนุกกันใหญ่ ต้นเชอร์รี่มีลูกอยู่เต็มต้นอยู่เต๋มหน้าเลย โดยเชอร์รี่จะมีทั้งเชอร์รี่สีแดง เชอร์รี่สีทอง ทุกคนรุมแต่จะเก็บเชอร์รี่สีทองที่อยู่ต้นแรก จนป้าโจนส์เดินมาบอกว่าต้นอื่นก็มีให้กระจายกันไปก็ได้ พี่คนไทยที่ทำงานที่ร้านป้าโจนส์มาสอนวิธีเก็บว่าให้เลือกลูกโตๆ เพราะว่าจะรสหวาน และเวลาเก็บให้เก็บแบบติดก้านมาด้วยเพราะจะทำให้เก็บได้นาน ด้วยความที่ไกด์ให้เวลาเราจุดนี้ไม่นานมากนัก ทำให้ทุกคนมีความตื่นเต้น เพราะต้องเร่งมือเก็บด้วยความที่กลัวว่าจะเก็บได้ไม่เต็มถุง เราสามคนพ่อแม่ลูกไม่ค่อยมีสกิลในการเก็บเลยเก็บได้ค่อนช้างช้า มีคุณลุงคนนึงเก็บเก่งมากเก็บได้เต็มถุง ในขณะที่พวกเราเก็บไปได้แค่หนึ่งส่วนสาม เวลาที่เหลือคุณลุงก็เลยสบายๆ เดินเก็บกินอยูํในสวน ไม่รู้ว่ากินไปได้กี่โล พอใกล้จะหมดเวลาไกดฺ์มาเรียกบอกให้เตรียมตัวไปได้แล้ว ตอนนั้นของเราเพิ่งได้ครึ่งถุงเอง จากที่พิถึพิถันเลือกแต่ลูกใหญ่ๆตอนนี้เริ่มเก็บมั่ว จนได้เต็มถุง พอดีกับเวลาที่ไกด์บอกว่าต้องเดินทางต่อ

การเดินทางสู่เมือง Queenstown ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนเข้าสู่ตัวเมือง ไกด์ชักชวนให้ดูแม่น้ำ Kawarau ซึ่งเป็นสถานที่โดดบันจี้จัมพ์ โดยสถานที่นี้ถือเป็นต้นกำเนิดของการโดดบันจี้จัมพ์แบบการค้าทั่วโลก ซึ่งกิจการนี้เริ่มต้นโดยชาวนิวซีแลนด์ชื่อ A.J.Hackett การโดดบันจี้จัมพ์ของที่นี่จะต้องโดดจากสะพานแขวนที่พาดผ่านแม่น้ำ Kawarau ที่ระดับความสูง 43 เมตร ซึ่งแค่มองดูก็น่าหวาดเสียวไม่น้อย และถึงแม้วิวรอบข้างจะสวยงามเพียงใด ก็ไม่สามารถดึงดูดให้ลูกทัวร์ในกรุ๊ปของเรากล้าไปลองโดดซักคนเดียว นั่งรถต่อมาอีกไม่นาน ก็เข้าสู่เมือง Queenstown ซึ่งทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจอีกครั้งกับร้านรวงที่รายล้อม รอพร้อมให้ทุกคนช้อปปิ้งใช้เงินในกระเป๋า Queenstown เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆน่ารัก อยู่ติดกับทะเลสาบ Wakatipu ที่มีวิวของเทือกเขา Southern Alps อยู่รอบๆ ทำให้เมืองนี้ดูสวยงาม เหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อน ไกด์พาทุกคนไปกินอาหารกลางวันด้วยกันก่อนที่ร้านอาหารไทย ซึ่งเป็นร้านที่ทำได้อร่อย รสชาติแบบเดียวกันกับที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งทำให้ทุกคนดูมีความสุขกับการกินอาหารร้านนี้อย่างมาก พอใกล้จะกินข้าวเสร็จ ไกด์มาแจ้งว่าจะมีกิจกรรม Optional อีกอันนึง ซึ่งถือเป็นกิจกรรม Extreme ประจำเมืองของที่นี่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือการนั่งเรือ Shotover Jet ที่เป็นเรือ Jet ที่ขับด้วยความเร็วสูง ฉวัดเฉวียนไปตามแม่น้ำ Shotover ราคาอยู่ที่ NZD150 ต่อคน ซึ่งครอบครัวรักสงบของเราก็ขอผ่านกิจกรรมนี้ไปอีกครั้ง ซึ่งทำให้พวกเราได้เวลาอิสระเดินเล่นในเมือง Queenstown 3 ชั่วโมง

เวลา 3 ชั่วโมง ที่ได้มาถือว่าสนุกสนานสำหรับพวกเรา 3 คนเลยทีเดียว พวกเราได้ไปซื้อของที่แต่ละคนอยากได้ครบ ไม่ว่าจะเป็น Manuka Honey ครีมของแม่ เสื้อกันลม กันหนาวของพ่อ หรือว่าจะเป็นเสื้อโยคะ อุปกรณ์เดินเขาของเราเอง โดยยี่ห้อเสื้อผ้า Outdoor ของที่นี่ก็จะเป็น Kathmandu Icebreaker ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์กันหนาวที่ทำจาก Merino Wool 100% ด้วย แต่ที่ถูกใจที่สุดคงนี้ไม่พ้นแบรนด์โปรดอย่าง Lululemon ซึ่งราคาถูกเหมือนกับที่ซื้อในอเมริกาเลย ซึ่งช่วงที่ไปนี้ก็มีของมา Sale คุ้มค่าสุดๆ อีกอันนึง ที่เป็นของขึ้นชื่อของที่นี่คือ Fergburger เป็น Gourmet Burger โดยถ้าไปถึงหน้าร้านจะเห็นว่ามีแถวเรียงยาว ทะลุออกนอกร้านไปเลย ที่สำคัญร้านนี้เปิด 8 โมงเช้าถึงตี 5 ไกด์บอกว่ามาเมื่อไหร่ก็เห็นมีแถวตลอด ที่นี่มีเนื้อให้เลือกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบธรรมดา พวกเนื้อวัว หมู ไก่ และแบบที่ร้านอื่นไม่มี พวกเนื้อกวาง แกะ ปลาค๊อด เต้าหู้ เพื่อความปลอดภัยจึงเลือกแบบ Basic มาคือ Ferg Deluxe ทำจากเนื้อวัว ราคาชื้นละ NZD14.90 ไม่น่าเชื่อว่าจะขายดีขนาดนี้ และด้วยความขึ้นชื่อเบอร์เกอร์ชิ้นนี้ใช้เวลารอนานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการรอคอยอาหารที่นานทีสุดในชีวิต รสชาติของเบอร์เกอร์นั้นเนื้อหอมอร่อย ขนมปังนุ่ม พร้อมมีซอสที่เข้ากันกับตัวเนื้อเป็นอย่างดี ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าคุ้มหรือไม่คุ้มกับการรอคอยนานขนาดนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่มาเข้าคิวต่อแถวรอของกินนานขนาดนี้

เดินเล่นต่อได้พักใหญ่ ก็ถึงเวลาที่ไกด์นัดมารับพวกเรา เพื่อพาพวกเราไปขึ้นกระเช้า ดูวิวและกินข้าวเย็นบน Bob’s Peak วิวด้านบนสวยงามมาก มองเห็นทั้งตัวเมือง ทะเลสาบ และทิวเขา Southern Alps ใช้เวลาอยู่ด้านบนถ่ายรูป กินบุฟเฟต์เสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลากลับสู่โรงแรมซึ่งอยู่บนเขาห่างจาก Downtown ไม่ไกลนัก

หลังจากเก็บของเรียบร้อย ครอบครัวเราตัดสินใจว่าจะกลับลงมาที่ Downtown เพื่อมาเดินเล่นต่อ โดยเรียกแท๊กซี่กันลงมาตอนประมาณ 2 ทุ่ม ที่ราคา NZD16 บรรยากาศยามค่ำคืน ดูครึกครื้นไม่แพ้ตอนกลางวัน ผู้คนออกมานั่งเรียงรายตามร้านอาหาร ที่ถนนก็คึกคักมีมาเล่นดนตรี คนออกมานั่งเล่นเต็มไปหมด และด้วยความที่ช่วงนี้เป็นหน้าร้อน กว่าฟ้าจะมืดก็ประมาณ 4 ทุ่ม ทำให้พวกเราเดินเล่นได้อย่างสบายใจ ก่อนจะกลับเข้านอนที่โรงแรมอย่างมีความสุขอีกหนึ่งวัน

Day 3 Queenstown – Wanaka – Haast – Fox Glacier

ตามสูตรเดิม วันนี้ออกเดินทางหลังกินข้าวเช้าตอน 8 โมง โดย Queenstown ถือเป็นจุดใต้สุดของทริปนี้แล้ว ไกด์พาพวกเราเดินทางขึ้นเหนือไปทางตะวันตกของเกาะใต้

ก่อนจะเข้าสู่ฝั่งตะวันตกของทางเกาะใต้ ไกด์พาพวกเราแวะที่ทะเลสาบวานาก้า พอทุกคนลงรถ คิดว่าไม่เกิดความตื่นตาตื่นใจแบบวันก่อน เพราะทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้านั้น ไม่ได้ดูสวยเท่าทะเลสาบที่ผ่านมา น้ำก็สีไม่ค่อยฟ้า และมีเรือลอยระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด เข้าใจว่าอาจจะเป็นด้วยสภาพอากาศที่ฟ้าไม่ได้เปิดเท่าวันแรก และไกด์ก็พาเรามาฝั่งที่ไม่ได้เป็นจุดไฮไลท์ที่จะได้ดู Wanaka Tree ซึ่งเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยต้นเดียวที่ขึ้นอยู่กลางน้ำ ทุกคนเลยเดินเปะปะไปมาอยู่พักนึงแล้วก็กลับขึ้นรถ

 

นั่งหลับๆตื่น อาจจะเพราะด้วยความเพลียจากการนอนไม่ค่อยหลับ และฤทธิ์ของยาแก้เมารถ มองออกไปข้างทางวิวเริ่มเปลี่ยนไป จากพื้นที่ราบทุ่งหญ้า เริ่มเป็นทางขึ้นเขา คดเคี้ยวไปมา ปกคลุมด้วยป่าสีเขียว ต้นไม้สูง ต้นเฟิร์นขึ้นเขียวชอุ่มเต็มสองข้างทาง ไกด์บอกว่าส่วนตะวันตกนี้เป็นส่วนที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อยที่สุด โดยระหว่างที่หลับๆตื่นๆมาก็ไม่เห็นบ้านคนแม้แต่หลังเดียวเลย นั่งรถจนเกือบครบ 2 ชั่วโมงก็เข้าสู่เขตเมือง Haast ซึ่งเป็นเมือง World Heritage โดยเห็นได้จากลักษณะของภูมิประเทศที่หลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจ เราก็ไม่แน่ใจหรอกว่าเป็นยังไง เพราะว่าได้หยุดอยู่แค่ 2-3 จุด แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะความเป็นธรรมชาติอย่างมากของพื้นที่ในแถบนี้ ที่ดูเหมือนจะไม่มีใครเคยเข้าถึงมาก่อนที่ทำให้เมืองนี้ดูน่าสนใจ ไกด์พาเราแวะยืดเส้นยืดสาย จอดรถข้างทางและบอกว่าจะพาไปดูน้ำตก เดินเข้าไปผ่านป่าชื้นๆไม่ถึง 5 นาที ก็เจอ Thunder Creek Falls น้ำตกไหลแรงมาก ประกอบกับความชุ่มชื้นของต้นไม้รอบๆ ทำให้รู้สึกสดชื่นได้อย่างบอกไม่ถูก

ไกด์พาเราหยุดพักกินอาหารกลางวันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในที่เวิ้งว้างมาก และเป็นอาคารหนึ่งในสองสามอาคารที่เราเห็นตั้งแต่นั่งรถผ่านมา อาหารกลางวันมื้อนี้เป็นแบบบุฟเฟต์ตักๆ แต่ไม่ได้มีตัวเลือกอะไรให้มากนัก รสชาติธรรดา ดีที่มีผักสดๆมาให้กินให้สดชื่น

หลังทานข้าวคนขับรถนำเสนอที่เที่ยวใหม่ซึ่งไกด์บอกว่าไม่เคยไปมาก่อน นั่นก็คือ Ship Creek เป็นสถานที่ที่อยู่ติดทะเล Tasman ที่คนขับรถบอกว่ามีโอกาสจะเห็นปลาโลมาด้วย พวกเราเดินเข้าไปจากจุดจอดรถนิดเดียว ก็เห็นเป็นทะเลกว้างสุดลูกหู ลูกตา ลูกทัวร์ในกรุ๊ปเดินไปริมทะเลแล้วบอกว่าเห็นปลาโลมากระโดด แต่พอเราเดินตามไปดูก็ไม่เห็นแล้ว บรรยากาศโดยรอบๆเป็นบรรยากาศเหงาๆ เหมือนพวกชายหาดตอนหน้าหนาว ไกด์ปล่อยให้พวกเราเดินเล่นถ่ายรูปอยู่พักนึง แล้วก็เรียกกลับขึ้นรถ

ทางคดเคี้ยว โยกเยกไปมา ทำให้เรานอนหลับต่อได้อย่างสบาย ใช้เวลาเดินทางอีกเกือบสองชั่วโมงก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ คือ Fox Glacier แต่อาจจะด้วยความที่มาหน้าร้อน วิวตรงหน้าเลยไม่มีตรงไหนเหมือน Glacier เลยสักนิด ไกด์บอกว่าให้เวลาเดินที่นี่หนึ่งชั่วโมง ส่วนใครที่ไม่เดิน ก็ให้รอในรถ แม่เราเลยเดินลงมาถ่ายหนึ่งรูป หลังจากนั้นก็เดินกลับไปนั่งรอบนรถ ด้วยความที่ทางเดินต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการเดินไป แถมยังมีทางเดินลาดชันขึ้นเขาอีก ทำให้เราบอกพ่อว่าไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวเราจะเดินไปเอง พ่อบอกเราว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวเดินไป เหนื่อยเมื่อไหร่เดี๋ยวเดินกลับเอง เราเลยเดินไปโดยไม่ต้องรอ เพราะคาดว่าพ่อคงไม่มีทางเดินไปถึงอยู่แล้ว เราพยายามเดินเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะไม่ทันเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ไกด์ให้ไว้ กลัวจะไปไม่ถึงจุดไกลสุด เดินๆๆอยู่พักใหญ่ ทางก็เปลี่ยนเป็นทางขึ้นเขา ชันเล็กน้อยพอทำให้หอบ เดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ถึงจุดสิ้นสุดโดยไม่รู้ตัว วิวตรงหน้าแทบจะเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรสวยแปลกตา คือเป็นเขาหินๆ มีลำธารน้ำที่ละลายจาก Glacier แทรกอยู่ มองไปไกลๆ ก็เห็น Glacier ที่มีอยู่น้อยนิดกำลังถล่มลงมา มองไปรอบๆสักพักไม่รู้จะทำอะไร ให้น้องในทัวร์ช่วยถ่ายรูปกับวิวไว้เป็นที่ระลึก กะว่าจะได้เอาลงไปอวดพ่อกับแม่ว่าคิดถูกแล้วที่ไม่เดินขึ้นมา ระหว่างทางเดินลงได้แป๊ปเดียว ภาพที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็อยู่ตรงหน้า พ่อของเราเดินขึ้นมา บอกว่าเห็นเด็กเดินมาได้ก็เลยลองเดินตามมาดู รู้สึกภูมิใจในตัวพ่อเล็กๆ เพราะว่าปกติเวลาไปเที่ยวพ่อจะไม่ยอมเดินเลย นี่เดินค่อนข้างไกล แถมมีทางชันอีก น่าปรบมือให้จริงๆ เราจึงเดินพาพ่อขึ้นไปจนถึงสุดทาง และเดินกลับลงมาด้วยกัน ขากลับตอนที่ใกล้จะถึงรถ ฝนก็เริ่มตกปรอยๆลงมา

พอขึ้นรถครบ ไกด์บอกทุกคนว่ามาเที่ยวฝั่งตะวันตกให้ทำใจ เพราะฝั่งนี้ปกติฝนตกกว่า 90% ของทั้งปี ไกด์พาพวกเราเข้าที่พักที่เมือง Fox Glacier เป็นเมืองเล็กๆ มีโรงแรมและร้านค้าอยู่รอบๆไม่น่าเกิน 20 แห่ง พวกเราออกมาเดินเล่นซื้อน้ำ ซื้อขนม รอเวลากินข้าวเย็น โดยอาหารเย็นวันนี้เป็นอาหาร Course มีสลัด เสต็ก และไอติม ก่อนจะแยกย้ายไกด์บอกว่าคนขับรถเสนอว่าจะพาไปดูหิ่งห้อย ถ้าใครนอนไม่หลับให้ลงมาเจอกันที่ Lobby ได้ตอนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ครอบครัวเรามองหน้ากันและคิดว่าคงไม่ออกมาแล้ว เราขึ้นห้องอาบน้ำเสร็จ มาลองเปิดดูว่าหิ่งห้อยของที่นี่เป็นยังไง ปรากฎว่าไม่ใช่หิ่งห้อย แต่มันคือหนอนเรืองแสง เลยทำให้เราอยากไปดูขึ้นมาทันที เพราะตอนที่นั่งหาทัวร์ คนที่ไปเกาะเหนือทุกคนจะต้องไปดูถ้ำหนอนเรืองแสงที่ Waitomo เราก็เลยอยากรู้ว่าหนอนเรืองแสงนี่มันเป็นยังไง อาจเป็นเพราะความเป็นห่วง พ่อก็เลยบอกว่าจะไปด้วย

ทางเข้าที่จะไปดูถ้ำหนอนเรืองแสงเป็นทางเข้าเล็กๆ ห่างจากโรงแรมไปไม่ถึง 5 นาที พอเดินเข้าไปจะเป็นป่าเขียวๆชื้นๆ เดินตามทางไปเรื่อยๆ คนขับรถก็เริ่มชี้ให้ดูตามโพรงไม้ พอมองไปก็จะเห็นเป็นจุดสีฟ้าเล็กๆ 1-2 จุดอยู่ในโพรง ก็ยังดูไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไร คนขับรถพาเดินเข้าป่าไปเรื่อยๆ ฟ้าก็เริ่มมืดลง พ่อก็บอกว่าน่ากลัว ดีที่พ่อไม่งอแงว่าให้กลับ พวกเราก็เดินไปเรื่อยๆ ก็จะมีโพรงไม้ข้างทางที่มีจุดแสงสีฟ้าๆให้เห็นประปราย เดินอยู่พักใหญ่ฟ้าก็เริ่มมืดขึ้น ทีนี้ต้องเริ่มเอามือถือมาส่องทางเพราะมองทางไม่เห็น ทีนี้หนอนเรืองแสงเริ่มปรากฎตัวเยอะขึ้นๆเรื่อยๆ พวกเราลูกทัวร์ตื่นเต้นกันใหญ่ แถมพอเอาไฟส่องเข้าไปดูจะเห็นเป็นสายเหมือนไข่เล็กๆห้อยเรียงกันอยู่ ซึ่งเค้าบอกว่าเป็นน้ำลายของนอนที่ทำไว้เพื่อดักจับแมลง ทุกคนพยายามถ่ายรูปกันใหญ่ แต่การถ่ายรูปนี่ยากมาก ด้วยความที่ทุกคนไม่ได้เป็นตากล้องมือโปร ขาตั้งกล้องก็ไม่มี แต่สุดท้ายเราก็ยังพอถ่ายติดอะไรมาได้บ้าง ดีใจสุดๆ เพราะไม่มีใครถ่ายได้เลย เอามาส่งเข้าไลน์กรุ๊ปทัวร์ คนเข้ามาชมกันใหญ่ ไกด์บอกว่า ดีนะที่ได้มาดูและได้ถ่ายรูปด้วย ไกด์เคยไปดูที่ Waitomo มีหนอนเรืองแสงเยอะกว่านี้มากๆ แต่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปออกมาเลย เดินอยู่สักพักในความมืด แบบไม่รู้ตัว อยู่ๆก็หลุดออกมาอยู่ตรงทางเดิมที่เดินเข้าไป เป็นอันบังคับให้เดินกลับโรงแรมไปนอนโดยปริยาย

Day 4 Fox Glacier – Hokita – Arthur’s Pass – Christchurch

เช้าวันนี้ไกด์เปลี่ยนสูตรนัด 5.30 6.30 7.45 ด้วยความที่วันนี้ต้องเดินทางไกล และมีกำหนดการจะต้องไปขึ้นรถไฟให้ทันด้วย ไกด์จึงขอความร่วมมือให้ตื่นเช้าขึ้น และให้ออกตรงเวลา อาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ถูกเสิร์ฟที่โรงแรมเหมือนเคย

เราเดินทางออกจากโรงแรมเพื่อไปที่ Lake Mattheson ที่นี้เป็นจุดชมวิวเพื่อจะมาดูยอดเขา Mount Cook และ Mount Tasman สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ พอรถจอดปุ๊ป ท้องฟ้าก็ต้อนรับเราด้วยหยาดฝนที่โปรยปรายลงมา เสื้อฝนที่เตรียมเอามาก็ได้ฤกษ์ใช้งานวันนี้นี่แหละ ระยะทางจากปากทางเดินเข้าไปที่ทะเลสาบอยู่ประมาณ 1.2 กม. แม่ตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าขอนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟ ส่วนพ่อ ไม่รู้ทริปนี้เป็นอะไร สู้ตลอด บอกขอเดินไปด้วย พวกเราเดินฝ่าฝน ผ่านสองข้างทางที่เป็นป่าเขียวชอุ่มไปเรื่อยๆ จนถึงทะเลสาบ มีป้ายเขียนไว้ว่า A perfect Reflection? ไม่รู้จะตอบยังไงดีเลย พวกเราเดินกลับมา นั่งกินกาแฟได้พักนึง ก็ออกเดินทางต่อ

ที่กินข้าวกลางวันวันนี้เป็นเมืองเล็กๆ ชื่อ Hokitika ไกด์พาไปร้านหยก ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมืองนี้ แม่ซื้อต่างหู และเครื่องรางหยกมาอย่างละหนึ่งอัน หลังจากนั้นไกด์พาพวกเราไปกินข้าวที่ร้านอยู่ใกล้ริมฝั่งทะเลเป็นอาหารคอร์สสเต็กปลา หลังกินข้าวเสร็จหยาดฝนยังคงโปรยปรายมาอย่างต่อเนื่อง ไกด์ให้เวลาอิสระเดินเล่นในเมืองอีกชั่วโมงหนึ่ง โชคดีที่มีร่มของทางโรงแรมให้ยืม พวกเราสามคนเลยเดินเล่นรอบๆเมือง และไปจบอยู่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต

ไกด์พาทุกคนออกเดินทางต่อไปถึงสถานีรถไฟ Arthur’s Pass ซึ่งถือว่าเป็นสถานนีที่สูงที่สุดของเส้นทางนี้ ฝนยังคงตกต่อไป จนรถไฟมา

รถไฟขบวนนี้สะอาดสะอ้าน มีหน้าต่างบานกว้าง ทำให้เห็นวิวสองข้างทางได้อย่างเต็มที่ พวกเราเริ่มต้นด้วยการเดินไปตู้เสบียง สั่งโกโก้ร้อนกับไอติมรส White Choc Rasberry ยี่ห้อ Kapiti มากินตามคำแนะนำของไกด์ รสชาติดีทีเดียว นั่งรถไฟชมวิวสองข้างทางไปสักพัก ฟ้าก็เริ่มเปิด ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส เริ่มมาให้เห็นข้างหน้า เด็กๆในทัวร์กับเรารีบหยิบกล้องเตรียมออกไปถ่ายรูปที่ตู้ Open Air

ที่ตู้ Open Air นี่มีความสนุกสนานกันมาก เพราะวิวสองข้างทางจะเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา และวิวด้านซ้ายกับขวาก็สวยไม่เหมือนกัน ทุกคนที่ออกมาถ่ายรูปจะวิ่งไปมาซ้ายทีขวาทีเพื่อจะไปถ่ายวิวที่คิดว่าสวย จนตอนหลังๆที่อากาศเริ่มดีขึ้น คนเริ่มออกมาเยอะขึ้น ทุกคนก็ขยับย้ายที่ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าออกไปจะเสียที่ทันที ยืนถ่ายรูปกันเพลินๆจนเริ่มเห็นทุ่งหญ้าและที่ราบ ก็รู้ตัวแล้วว่าใกล้จะถึง

รถไฟมาสุดสายที่เมือง Christchurch ลงจากรถไฟปุ๊ป รถทัวร์ของเราก็มารอรับอยู่แล้วที่สถานี และพาพวกเราไปส่งที่ร้านอาหารไทย รสชาติดีอีกร้านหนึ่ง อาหารที่ทุกคนดูจะโปรดปรานกันมากจนต้องสั่งเพิ่ม คือไข่เจียว หลังกินข้าวเสร็จ คนขับรถพาพวกเราขับรถวนดูรอบตัวเมือง Christchurch ซึ่งทำให้เห็นว่ายังมีส่วนที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมจากเหตุแผ่นดินไหวเยอะอยู่ Christchurch มีความเป็นเมืองแต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก ตึกก็ยังไม่ค่อยสูงมาก ประกอบกับวันนี้เป็นวันส่งท้ายปีใหม่ ถนนหนทางเลยดูเงียบเหงาไม่มีผู้คน

รถทัวร์แล่นพาพวกเราเข้าโรงแรมที่อยู่ออกจากตัวเมืองไปประมาณสิบกิโล ลมเริ่มแรงขึ้น เป็นสัญญานว่าฝนกำลังตั้งเค้ามา ตอนแรกเราวางแผนว่าจะไปงาน Countdown ที่ Hagley Park ที่เป็นสถานที่จัดงานปีใหม่หลักของเมืองนี้ แต่พอเห็นสภาพอากาศแล้วก็ต้องตัดใจ สุดท้ายได้ไป Countdown ข้างโรงแรมแทน

Day 5 Christchurch – Kaikoura – Christchurch

เช้าวันรุ่งขึ้น ไกด์กลับมานัดเวลา 6 7 8 เหมืิอนเดิม หลังกินอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมเสร็จ พวกเราออกเดินทางมุ่งตรงสู่เมือง Kaikoura ที่อยู่ห่างออกไปทางเหนืออีกเกือบสองร้อยโล ด้วยวัตถุประสงค์เดียว คือการไปดูปลาวาฬ

เราหลับมาตลอดทางเหมือนทุกวัน ตื่นมาอีีกทีก็ใกล้จะถึงเมือง Kaikoura โดยมีกลิ่นทะเลเค็มโชยเข้ามาในรถ ท้องฟ้าวันนี้ยังคงขมุกขมัวอยู่เหมือนเดิม ซึ่งทำให้พวกเราลุ้นไปด้วยว่าเรือดูปลาวาฬจะออกจากฝั่งได้หรือไม่ ทั้งนี้ เรือของที่นี่ ถ้าออกจากฝั่งไม่ได้ เค้าจะคืนเงินค่าเรือให้กับทุกคนด้วย แต่ยังไง คือก็ต้องพาตัวเองมาให้ถึงก่อน เพราะอากาศในทะเลเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางบริษัทเรือไม่สามารถยืนยันให้ได้ว่าเรือจะออกหรือไม่ออก จุดแรกที่เราแวะคือ ริมทะเล ซึ่งเป็นจุดดูแมวน้ำ แมวน้ำที่นี่เป็นพันธุ์ Fur Seal เข้าใจว่าน่าจะต่างกับที่อื่นตรงที่ว่ามันมีขน เพราะปกติแมวน้ำที่เคยเห็น ผิวจะเป็นมันๆลื่นๆ พอลงจากรถปุ๊ป ก็รู้สึกได้เลยว่าจะไม่เห็นแมวน้ำ เพราะมองออกไปริมทะเลนี่ไม่เห็นแมวน้ำสักตัวเดียว ซึ่งตามปกติจะมีแมวน้ำเป็นพันพันตัวนอนอาบแดดอยู่ที่นี่ แต่โชคยังดีระหว่างที่พวกเราเดินเล่นไปมาก็ได้เจอ แมวน้ำทั้งหมดสามตัว ซึ่งมีอยู่ตัวเดียวที่ตื่นมาต้อนรับแขก นอกนั้นนอนอืดกันอย่างสบายใจ

หลังจากนั้น ไกด์พาเราไปกินอาหารกลางวัน และรอขึ้นเรือที่ Whale Watcher โดยรอบเรือที่พวกเราได้นั้น ประมาณบ่ายโมง หลังกินอาหารเสร็จพวกเราก็นั่งรอ และลุ้นว่าจะได้ไปหรือไม่ รอไปสักพัก Monitor ก็แจ้งว่ารอบของเราเรือสามารถออกได้ แต่เป็น High Sea Sickness Warning อ่านเสร็จเลยรีบหยิบยาแก้เมามากินเลย

ก่อนขึ้นเรือ ทาง Whale Watcher จะให้ทุกคนฟังเรื่องมาตรการความปลอดภัยก่อนประมาณห้านาที หลังจากนั้นก็พารถมารับทุกคนไปส่งที่ท่าเรือ พวกเราได้รับการต้อนรับอย่างดีจากทีมงานของ Whale Watcher โดยมีการแนะนำตัวลูกทีม การบรรยายถึงสัตว์สายพันธ์ุต่างๆให้ฟังระหว่างการเดินเรือ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสบายๆ เรือเริ่มออกจากฝั่งด้วยความเร็วสูง วิ่งฝ่าคลื่นออกทะเลไป คนบรรยายบอกให้ทุกคนนั่งอยู่กับที่และห้ามลุกขึ้นยืนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง อยากจะบอกว่าไม่ต้องบอกก็ไม่ลุกไปไหน เพราะเรือเด้งกระแทกปั้กๆอย่างแรงตลอดการเดินทาง เราด้วยความที่เป็นคนกลัวเรือแตก จากการที่ผ่านประสบการณ์เรือจะล่มมาสองครั้ง แค่ได้ยินเสียงเรือกระแทกกับคลื่นก็กลัวแล้ว นี่ยังไม่นับที่คนบรรยายบอกว่าเรือเราวิ่งด้วยความเร็ว Full Speed และจะไม่หยุดหากชนเข้ากับอะไร บวกกับความเมาเรือ ที่ทำให้มึนหัวอย่างหนัก เลยต้องนั่งกลัวๆมึนๆไปตลอดทาง

นั่งออกจากฝั่งไปประมาณครึ่งชั่วโมง ประตูเรือก็เปิดออก พร้อมกับเสียงบอกว่าเจอ Sperm Whale เราทุกคนรีบวิ่งออกไปดู ความรู้สึกตอนนั้น รู้สึกทึ่งและตะลึงมาก ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอกับปลาวาฬจริงๆ แถมยังอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิค ที่เคยได้ยินแต่ชื่อตอนวิชาสังคม เป็นความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว เรายืนดู เห็นเป็นร่างใหญ่ๆสีดำในน้ำ พร้อมกันมีการพ่นน้ำมาเป็นระยะๆ คนบรรยายเล่าให้ฟังว่า Sperm Whale จะเป็นปลาวาฬที่ไม่กระโดด ทำให้จะมองไม่ค่อยเห็นตัวมัน ดังนั้นจุดไฮไลท์ของมันก็คือ ตอนที่มันจะดำน้ำลงไปหายใจ ซึ่งหางมันจะโผล่พ้นน้ำมาให้ทุกคนเห็น ก่อนที่จะดำหายไปอีกกว่า 40-60 นาที นับว่าพวกเราโชคดีจริงๆที่ได้เห็น แต่คนที่จะไม่เห็นถึงความโชคดีนี้ ก็คือพ่อของเรานั่นเอง พ่อน่าสงสารมาก เมาเรือจนลุกออกมาดูไม่ไหว ได้แต่นั่งมึนๆจนหลับไป พอกลับเข้าเรือมาอีกครั้งคนบรรยายบอกว่าตัวที่เห็นชื่อ Manu ทุกคนแปลกใจกันใหญ่ว่าทำไมมีชื่อ แต่เค้าเล่าให้ฟังต่อว่า ปลาวาฬพวกนี้อยู่ประจำที่มาหลายสิบปีแล้ว พวกเค้าออกมากันทุกวันเลยจำพวกมันได้ และแยกความแตกต่างมันได้จากหาง เค้าเปิดภาพหางแต่ละตัวพร้อมมีชื่อกำกับให้ดู

เรือแล่นต่อไปแป๊ปเดียวฟ้าก็เริ่มใสขึ้น มองเห็นเกาะอยู่ไกลๆ น้ำทะเลเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าใส ก็มีเสียงบอกว่า Dusky Dolphin เรารีบวิ่งออกไป เจอปลาโลมาว่ายไปมาอยู่ใกล้ๆกับใต้ท้องเรือ เรือแล่นต่อไป ก็เจอกับฝูงปลาโลมา กระโดดโลดเต้นไปมาอยู่ด้านหน้า ปลาโลมาเป็นสัตว์ที่ Active มาก ว่ายๆๆและกระโดดไปเรื่อยๆ ว่ายกันเร็วมาก แบบสามารถว่ายแซงเรือได้เลย ด้วยความที่ปลาโลมาเยอะมาก ประกอบกับความตื่นเต้นอย่างถ่ายรูป วิ่งไปวิ่งมา สุดท้ายแว่นตาดำที่เสียบอยู่ที่เสื้อก็ไหลหล่นลงต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกตอนนั้นแบบจ๋อยมาก เพราะแว่นเพิ่งซื้อมาและราคาตั้งหมื่นแปด แต่ก็หงอยอยู่แป๊ปเดียวเพราะปลาโลมายังกระโดดไปมาให้ตื่นเต้นอยู่ แถมคุณลุงในทัวร์ยังเดินมาบอกว่า เมื่อกี้ลุงเห็นปลาโลมาใส่แว่นดำว่ายน้ำด้วย T-T

เรือแล่นไปอีกสักพักก็ชะลอลง และมีเสียงบอกว่า Orca คนบรรยายดูตื่นเต้นใหญ่ เรามองออกไปเห็น Orca อยู่ 3 ตัว มันว่ายๆอยู่แล้วก็จะดำลงไปข้างล่าง แล้วก็โผล่ขึ้นมาใหม่ กัปตันต้องคอยขับเรือตามไปตามมา แต่คิดว่า Orca นี่คงเป็นไฮไลท์ของคนเรือเลย เพราะเค้าบอกว่าโอกาสจะได้เห็นหายากมาก คนเรือผลัดกันเดินออกมาถ่ายรูป ทั้งๆที่ตอนเจอตัวอื่นพวกเค้าก็ดูเฉยๆ คนบรรยายบอกว่า ทริปนี้ถือเป็นทริปที่โชคดีที่สุดที่เค้าเคยออกเรือมาเลย แบบได้เห็นหลายอย่างพร้อมกันในวันเดียวโดยเฉพาะ Orca ยิ่งทำให้รู้สึกโชคดีและขอบคุณที่ได้มาเห็นอะไรแบบนี้ สุดท้าย คนบรรยายประกาศว่า รู้ว่าทุกคนยังอยากอยู่ต่อ แต่ก็ต้องพาทุกคนกลับแล้ว เพราะหมดเวลาของรอบนี้ และมีรอบอื่นรอต่อมาอยู่ จึงเป็นอันจบทริป คุ้มค่ากับการนั่งรถมากว่าสองร้อยโล

พ่อคงเป็นคนเดียวที่รู้สึกว่าไม่คุ้ม เพราะไม่ได้ดูอะไรเลย แถมตอนสุดท้ายระหว่างกลับยังอ้วกแตกอีกต่างหาก พวกเราลงจากเรือและกลับขึ้นรถ มุ่งหน้ากลับสู่เมือง Christchurch ระหว่างอาหารเย็น ตอนนั้นเป็นเวลาทุ่มนึง ทุกคนก็ลุ้นกันใหญ่ว่าจะกลับไปทันไป Countdown รึป่าว เพราะทุกคนจัดกระเป๋าเสร็จแล้ว แล้วรู้ว่ายังมีที่ว่างพอให้มาซื้อของเพิ่ม สุดท้ายก็กลับไปทัน พอเข้าโรงแรมปุ๊ป ทุกคนรีบพุ่งตัวไป Countdown ก่อนที่จะปิดลงตอนสองทุ่ม พอช้อปปิ้งเสร็จพวกเราสามคนมากินแฮมเบอร์เกอร์กันต่อที่ร้าน Burger Fuel เพราะอาหารจีนวันนี้มีแต่อาหารผัดๆมันๆเลยทำให้พวกเรากินกันได้ไม่มาก หลังจากกินเบอร์เกอร์จนอิ่ม พวกเราก็เดินกลับโรงแรม เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน

Day 6 Christchurch – Bangkok

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว โปรแกรมไม่มีอะไรมาก คือตื่นเวลาเดิม เพื่อเตรียมตัวไปขึ้นเครื่องบิน SQ298 ด้วยความที่ไกด์พาเราไปตั้งแต่เก้าโมง แต่เครื่องออกตอนเที่ยง ทำให้พวกเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะช้อปปิ้งต่อในสนามบิน ซึ่งถือแม้ร้านจะมีไม่เยอะ แต่ก็ทำให้พวกเราเสียเงินรอบสุดท้ายไปได้มากอยู่ โดยก่อนขึ้นเครื่องเราก็กินข้าวกลางวันไปเลยที่ร้าน Coffee Club ซึ่งเป็นร้านอาหารเดียวที่อยู่ใน Terminal ในส่วนของการ Connect Flight ที่ Changi Airport พวกเราไม่มีเวลาที่จะเดินเลือกซื้ออะไรเพิ่ม เพราะเวลา Transit มีอยู่แค่หนึ่งชั่วโมง แถมเครื่องบิน Delay ไป 10 นาที ทำให้ทุกคนต้องเดินตรงมุ่งหน้าขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯอย่างเดียว

บทสรุปของทริปนี้ คือเป็นทริปครอบครัวที่ประทับใจ พ่อแม่ลูกสามคนมีความสุขสนุกสนาน ดื่มด่ำกับธรรมชาติของเกาะใต้ แม้ว่าจะต้องนั่งรถเยอะเพราะแต่ละเมืองอยู่ไกลกัน แต่เราก็นั่งรถหลับๆตื่นๆ ประกอบกับวิวข้างทางที่สวย ก็ทำให้รู้สึกว่าได้พักผ่อนไม่น่าเบื่อ แถมสุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นตรงกันว่าดีแล้วที่ไม่ขับรถมาเที่ยวกันเอง เพราะระยะทางที่พวกเราไปกันมาในห้าวันนี้อยู่ที่ 1,400 กว่าโลเลยทีเดียว สุดท้ายอยากจะขอบคุณพ่อกับแม่ที่มาเที่ยวด้วยกัน และออกตังให้มาเที่ยวอีก ถือเป็นทริปส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ได้ดีเลยทีเดียว

 

Ohayo

จุดเริ่มต้นจากว่าทุกปีต้องมีทริปบริษัท หลังจากที่แผนการไปนอร์เวย์ล่มลง เลยคิดว่าควรจะไปอะไรง่ายๆ ไม่ต้องขอวีซ่า งบไม่บานปลาย จึงนำเสนอทริปไปญี่ปุ่น สุดท้ายมาลงตัวที่ฟูกุโอกะ เนื่องจากนายทั้ง 2 ชอบเมืองนี้กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนในหัวของตัวเราฟูกุโอกะ เป็นยังไง มีอะไร ไม่เคยรู้เลย ดีเหมือนกันที่ไม่ต้องไปที่ซ้ำ

ทริปนี้เป็นครั้งที่ 5 ของการไปญี่ปุ่น ง่ายๆไม่มีอะไรมาก ทริปบริษัท ไปฟรี กินฟรี ไปกับทัวร์ แค่จัดกระเป๋าแล้วก็ออกเดินทางได้เลย

วันแรกออกเดินทางด้วยสายการบินไทย TG648 รอบตี 1 บางทีก็รู้สึกชอบเวลาบินแบบนี้เหมือนกัน เพราะมันตรงกับเวลานอน ทำให้ขึ้นไปแล้วก็ง่วงทันที แต่ข้อเสียคือ ฟูกุโอกะใช้เวลาบิน 5 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ยังไม่ทันหลับได้เต็มอิ่ม ก็ต้องตื่นละ

8 โมงเช้าถึงเวลาเครื่องลงตามกำหนด เครื่องลงปุ๊ป รถบัสก็มาเกยรอหน้าสนามบิน พร้อมพาไปยังจุดหมายแรกที่ศาลเจ้า Dazaifu ตามโปรแกรมทัวร์เขียนบอกไว้ว่าไฮไลท์คือการดูต้นบ๊วยกว่า 6,000 ต้นบานสะพรั่ง แต่ท่าทางจะไม่ใช่เวลานี้ล่ะ ไม่มีต้นอะไรบานสักต้นนึงเลย ทางเดินก่อนเข้าศาลเจ้าเรียงรายด้วยร้านค้าขายขนม และของฝาก ไกด์บอกให้เดินตามกันเข้าไปก่อนและค่อยมาแวะดูร้านค้าตอนขาออก ศาลเจ้านี้ก็เหมือนศาลเจ้าญี่ปุ่นทั่วๆไป ตามความรู้สึกไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่าศาลเจ้าอื่น ลักษณะของวัด สวนญี่ปุ่น ก็ยังคงให้ความสงบได้ แม้ว่าจะมีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมชมมากมาย ไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่ คือรูปปั้นวัว ที่สามารถประทานสติปัญญา และการรักษาโรคได้ โดยใครอยากฉลาดก็ให้ไปลูบที่หัว ใครอยากหายเจ็บป่วยตรงไหน ก็ให้ไปลูบตามอวัยวะที่ต้องการ แน่นอนเรื่องความเชื่อทั้งหลาย ไม่มีพลาดแน่นอน ลูบหัว กับหูวัว หวังว่าจะฉลาดขึ้น และหายเจ็บจากอาการปวดหูที่เป็นอยู่

ขากลับออกจากศาลเจ้าไม่พลาดที่จะแวะชิมขนมตามข้างทางที่ขายอยู่ ขนมขึ้นชื่อของที่นี่คือ โมจิไส้ถั่วแดง มีให้เลือกหลายร้านตามข้างทาง เราเลือกตามคำโฆษณาของไกด์ว่าเป็นร้านที่ขายดีที่สุด ประกอบกับหน้าตาที่ดูดีที่สุดด้วย แป้งโมจิอร่อยมาก เพราะได้กินตอนร้อนๆ ตัดกับไส้ถั่วแดงที่เค้าทำไม่ค่อยหวานมาก รสชาติดีทีเดียว ส่วนอีกอันที่ซื้อมากินคือ โมจิสตรอว์เบอร์รี่ แป้งนุ่มเนียน อร่อยมากมาย

จุดหมายต่อไปอยู่ค่อนข้างไกลคือ ยูฟุอิน วิวสองข้างทางตอนนี้สวยมาก เพราะเป็นช่วงที่เห็นภูเขาเป็นสีเหลืองอ่อนๆของใบไม้เปลี่ยนสี ก่อนเข้าตัวเมืองยูฟุอิน เราแวะกินอาหารกลางวัน เป็นชุดอาหารญี่ปุ่น หม้อไฟไก่

นั่งรถต่อไปนิดเดียวก็เข้าสู่ตัวเมืองยูฟุอิน ที่นี่ไกด์ปล่อยให้เราเดินเล่นอิสระ โดยจุดหมายแรกที่ไกด์แนะนำให้ไปคือ ทะเลสาบ ทะเลสาบที่นี่ไม่ใหญ่มากนัก เหมือนบ่อน้ำซะมากกว่า แต่น้ำใสมาก เราเดินเล่นถ่ายรูป ไปเรื่อยเปื่อย พอหลุดจากทะเลสาบมาก็จะเป็นร้านค้าเต็มไปหมด ขายทั้งขนม อาหาร ของฝาก เรียงรายอยู่ตามทางเดิน มีทั้งตกแต่งแบบญี่ปุ่น และแบบตะวันตก เราเดินกันไปเรื่อยๆจนไปถึง Yufuin Floral Village ที่ทำเป็นเหมือนหมู่บ้านยุโรปเล็กๆน่ารักพอเดินวนได้รอบนึง มีสวนนกฮูกอยู่ตรงกลาง นกฮูกที่นี่หน้าตาน่ารักมาก มีหน้าตาแปลกๆอยู่หลายตัวเลย เราเดินเล่นวนไปมาจนเริ่มเหนื่อย ก็มานั่งพักที่ร้านกาแฟ สั่งโคโรเกะเนื้อมากิน ตามคำบอกของไกด์ว่าเป็นของขึ้นชื่อ รสชาติเลี่ยนตามปกติ เหมือนที่เคยกินที่อื่น เดินเล่นได้อีกพักใหญ่ก็ถึงเวลานัด เพื่อเดินกลับโรงแรม

โรงแรมที่พักคืนนี้อยู่ที่เมืองเบปปุ เป็นเมืองบ่อน้ำร้อน ระหว่างขับรถผ่านเห็นควันลอยผ่านอยู่ทั่วไป แถมด้วยกินกำมะถันที่โชยเข้ารถตลอด พร้อมกับเสียงถามกันว่าใครตด

ตามธรรมเนียมของเรียวกัง ทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดยูกาตะเพื่อมากินชุดไคเซกิที่เตรียมไว้ที่ห้องอาหาร ก่อนลงมากินข้าวได้ไปแช่ออนเซ็นร่วมกับพี่ที่ทำงานที่มาด้วยคนนึง ซึ่งในชีวิตนี้ก็ไม่นึกว่าจะมีวันที่ได้แก้ผ้าแช่น้ำกับคนรู้จักที่ไม่ใช่พ่อแม่ด้วย ทุกทีที่มาญี่ปุ่นก็ไม่เคยแช่ออนเซ็นที่เป็นออนเซ็นรวมเลย ไม่รู้ครั้งนี้นึกยังไง ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่อีกอย่างนึงของการมาทริปนี้

วันที่สอง ไกด์ให้ตื่นมาอย่างเช้า ตามสไตล์ทัวร์ 6 7 8 กินอาหารชุดที่โรงแรมเตรียมไว้ให้ จากนั้นออกเดินทางไปยัง Kokone Yume Suspension Bridge ซึ่งถือว่าเป็นสะพานแขวนคนเดินที่ยาวและสูงที่สุดในญี่ปุ่น ไกด์เล่าว่าชาวเมืองนี้เค้ารวบรวมเงินกันเองเพื่อสร้างสะพานนี้ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เมืองมีรายได้ โดยตรงกลางสะพานมองไปจะเห็นวิวน้ำตกอยู่ที่ภูเขา พอไปถึงอยู่ๆหิมะก็ตก แถมมีลมอีกต่างหาก แต่กรุ๊ปเราก็สู้ เดินกันไปถึงกลางสะพานเลย

จากนั้นนั่งรถต่อไปอีกกว่า 100 โล เพื่อไปยัง Tosu Premium Outlet ระหว่างทางแวะกินข้าวกลางวันเป็นบุฟเฟต์ปิ้งย่าง ที่ Tosu Premium Outlet ก็มี Brand ค่อนข้างหลากหลาย ขนาด Outlet กำลังดี เดินได้ครบทุกร้านแบบไม่เร่งรีบ จากนั้นไปต่อที่ศาลเจ้า Yutoku Inari ตามแบบฉบับของศาลเจ้า Inari มีประตูโทริอิสีแดง และรูปปั้นจิ้งจอกที่เชื่อว่าเป็นผู้นำสารไปให้เทพเจ้า ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ที่เชิงเขา จะมีทางบันไดให้เดินขึ้นไปเรื่อยๆ เราเดินไปไม่ถึงสุดทาง เพราะทุกคนที่เคยมาบอกว่าวิวก็จะเหมือนๆกัน ที่นี่คนน้อยกว่าศาลเจ้าแรกเยอะเลย อาจเป็นเพราะพวกเรามาถึงตอนที่เย็นมากแล้ว เดินชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีสักพัก ก็ถึงเวลาขึ้นรถกลับโรงแรม อาหารเย็นคืนนี้ มีไฮไลท์เป็น เทมปุระที่แป้งบางเบากรอบอร่อยมาก กับเนื้อเสต็ค Sasebo ที่ถือว่าเป็นเนื้อขึ้นชื่อของเมืองนี้ คือเป็นเนื้อที่มีความนุ่ม ทั้งๆที่ไม่มีมันแทรก ความอร่อยก็เลยจะสู้เนื้อมันแทรกเยอะๆอย่างเนื้อวากิวไม่ได้ แต่ความนุ่มและหอมก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว แถมยังได้ลองชิมเนื้อปลาวาฬที่อยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์ด้วย น่าสงสารที่คนเอามันมากิน นี่ขนาดสงสารก็ยังกินเลย เพราะความอยากลอง แต่หลังจากครั้งนี้ก็จะไม่กินแล้วล่ะ

คืนนี้โรงแรมที่ว่าเป็นทีเด็ด เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของทั้ง 4 คืนที่พักมา โดยเราเข้าพักอยู่ในสวนสนุก Huis Ten Bosch ที่จำลองให้เหมือนประเทศเนเธอร์แลนด์ บรรยากาศตอนกลางคืนสวยมาก เพราะเค้าประดับไฟทั้งสวน ดอกไม้ก็สวยมาก แถมมีการแสดงอยู่ในหลายๆจุดของสวนด้วย เรียกได้ว่าเป็นคืนที่น่าประทับใจเลยทีเดียว

เช้าวันที่ 3 ตื่นเช้ามาด้วยความดีใจ ได้กินบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าแบบญี่ปุ่น กินข้าวเสร็จ วันนี้สบายๆ ไกด์ให้เดินเล่นดูวิวในโรงแรมต่อได้อีกพักใหญ่ค่อยเช็คเอาท์

ออกจากโรงแรมได้ไม่ถึง 5 นาที ไกด์บอกว่าจะแวะทานข้าวเที่ยงก่อน ทุกคนบ่นใหญ่บอกว่ายังอิ่มจากอาหารเช้าอยู่ แต่กลายไปกลายมาเป็นบุฟเฟต์ขาปูยักษ์ ขาปูที่นี่สดมาก กลายเป็นที่ทุกคนบ่นว่าอิ่มกลับกินกันเข้าไปได้อีกเยอะเลย

ช่วงบ่ายนั่งรถค่อนข้างนานเพื่อกลับเข้าตัวเมือง โปรแกรมเป็นช้อปปิ้งตามอัธยาศัย ในย่าน Tenjin พร้อมให้ทานอาหารเย็นกันเอง เย็นวันนี้ทุกคนเลยแยกย้ายกันไป เรากับน้องอีกสองคน อยากกินซูชิ พยายามเดินหาร้าน ก็ไม่เห็น สุดท้ายมาจบที่ร้านอะไรก็ไม่รู้ ลักษณะเป็นร้านแบบครัวเปิด เข้าไปนี่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้สักคนเดียว ตอนแรกเกือบไม่ได้โต๊ะ เพราะคนจองเต็มหมดร้าน แต่เค้าก็หาโต๊ะมาให้ บอกว่าต้องออกก่อนทุ่มครึ่ง (ตอนนั้นเกือบหกโมง) เราก็ดีใจ และคิดว่าก็ดี เพราะไกด์นัดให้เราไปเจอที่รถตอนทุ่ม 20 เผื่อที่จะขึ้นรถกลับโรงแรมที่อยู่ห่างออกจากตัวเมืองไป การสั่งอาหารเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ สุดท้ายเลือกที่จะสั่งอาหารเป็นคอร์ส เพราะเป็นคำเดียวที่อ่านออก โดยเลือกคอร์สราคาแพงสุดที่ คอร์สละ 5,000 เยน และต้องมานั่งรอลุ้นว่าจะมีอะไรออกมาให้กิน เพราะในเมนูไม่ได้ระบุไว้ อาหารเริ่มทยอยเสิร์ฟออกมา พอเริ่มใกล้จะทุ่มนึง ก็เป็นตอนที่รู้ว่าไม่มีทางที่จะกลับไปทันที่ทัวร์นัด เลยพยายามติดต่อหาน้องในกรุ๊ปเพื่อให้ช่วยมาเอาของที่ซื้อไปเก็บบนรถ จริงๆก็วางแผนกันไว้อยู่แล้วว่าจะไม่กลับไปกับรถทัวร์ เพราะจะอยู่เที่ยวในเมืองกันต่อ แค่ไม่อยากมีของหนักๆเป็นภาระตอนเดินเล่นกลางคืน สุดท้ายเลยต้องวิ่งประมาณเกือบโล เพื่อเอาของไปให้น้องที่มารอระหว่างทาง แล้วก็วิ่งกลับมาเผื่อกินอาหารให้จบคอร๋ส สรุปอาหารคอร์สที่ตอนแรกนั่งละเลียดอย่างอร่อย หลังวิ่งกลับมากลายเป็นเฉยๆด้วยความอิ่ม เหนื่อย และรู้สึกผิดที่ทำตัวเป็นภาระคนอื่น

หลังกินอาหารเสร็จ ก็ได้เวลาเดินเล่นดูเมือง เราเดินเล่นกันไปจนถึง Canal City แล้วก็ไป Game Arcade ไปถ่ายสติ๊กเกอร์ เล่นคีบตุ๊กตา ขับรถแข่งมาริโอ้ แล้วก็ยิงซอมบี้ เล่นเสร็จก็มาเดินริมคลอง ก็จะเจอร้านขายอาหารริมคลอง (Yatai) เรียงรายอยู่เต็มไปหมด อาหารที่ขายก็จะเป็นพวกปิ้งย่าง ราเมง ของทอด กติกา คือว่าสั่งได้แค่รอบเดียว เพราะพอหมดรอบเข้าจะให้ลุก เพื่อให้คนอื่นเข้ามานั่งต่อ กินเสร็จเดินไป Hakata Station เพื่อจะไปขึ้นรถไฟรอบรองสุดท้ายประมาณ 5 ทุ่ม พอเดินถึงยังเหลือเวลา เลยนั่งเล่นที่ Christmas Market หน้าสถานี พอได้เวลาก็ขึ้นรถไฟกลับใช้เวลาชั่วโมงนึง และต่อแท๊กซี่อีกประมาณ 2 กิโล ถึงจะถึงโรงแรม

เช้าตื่นมา กินบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงแรม มีนัตโตะของโปรดเหมือนเดิม จากนั้นเดินทางไปยังท่าเรือ Mojiko ด้วยความขี้เกียจ บวกกับละอองฝนที่โปรยปราย เลยขอนั่งรอกรุ๊ปอยู่ที่ร้านกาแฟ ไม่ได้ไปเดินเล่นดูรอบๆ เพราะดูเหมือนจะไม่มีอะไร

จุดหมายต่อไปคือ ที่ตลาดปลา พอไปถึงทุกคนก็ตื่นตาตื่นใจกับซูชิที่เรียงราย ตลาดปลาที่นี่ค่อนข้างจะต่างกับที่โตเกียว เหมือนเป็นตลาดปลาสำหรับนักท่องเที่ยว ทุกร้านขายของเหมือนๆกันหมด จากความตื่นเต้นตอนที่เห็นร้านแรก พอเริ่มเดินไป ความตื่นเต้นก็หายหมด ซูชิรสชาติใช้ได้ มีความสด ราคาย่อมเยา ได้ลองกินปลาปักเป้าทั้งแบบซาชิมิ และแบบซุปด้วย เนื้อจะเป็นแบบเด้งๆกรุ๊บๆ สายฝนยังคงโปรยปรายมาอย่างต่อเนื่อง

รถทัวร์พาเราสู่จุดหมายต่อไปคือ ปราสาท Kokura และย่านช้อปปิ้งของเมือง Kitakyushu ถึงตอนนี้ค่อนข้างจะหมดอารมณ์เดิน เพราะไม่ได้อยากซื้อของอะไร นั่งๆเดินๆจนถึงเวลานัด กลับเข้าโรงแรม

คืนนี้ เป็นอีกหนึ่งคืนที่โรงแรมมีออนเซ็นให้แช่ ดีใจมากเพราะรู้สึกเมื่อยจากการเดิน อยากแช่น้ำร้อนๆให้หายเมื่อย นัดกับพี่คนเดิม พอไปถึงออนเซ็นสองคนถึงกับอึ้ง ออนเซ็นคนเยอะมาก คราคร่ำไปด้วยคุณป้าชาวญี่ปุ่น ช่างต่างจากออนเซ็นวันแรกที่ไปแช่ ที่ไม่มีคนเลย แถมยังเปิดไฟสว่างโร่ ไม่มีไอน้ำและความมืดมาปกคลุมเหมือนโรงแรมแรก สองคนมองหน้ากันว่าจะเอายังไงดี สุดท้ายก็ตัดสินใจลงแช่ แปลกที่พอลงไปก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดหรืออายอะไร ทั้งๆที่มีคนแก้ผ้าอยู่รอบตัว ทำให้รู้แล้วว่าครั้งหน้าที่มาญี่ปุ่น สามารถลงมาออนเซ็นได้อย่างสบายใจแน่นอน แช่ออนเซ็นเสร็จก็เข้านอน พรุ่งนี้เวลาเช้าตรู่ 6 7 7.20 เพื่อเตรียมเดินทางไปสนามบิน

เช้าวันรุ่งขึ้นเดินทางไปสนามบินตามเวลานัดหมาย พอเข้าเกท ก็ช้อปปิ้งขนมอย่างเยอะ ตามธรรมเนียมแบบฉบับคนไทย เป็นอันจบทริปฟูกุโอกะ

สุดท้ายในความคิดของตัวเอง ฟูกุโอกะก็เป็นเมืองเงียบๆไม่ค่อยมีอะไร ความสุขของการมาญี่ปุ่นในครั้งนี้ คงไม่ต่างจากทริปญี่ปุ่นในครั้งอื่นนั่นก็คือ เรื่องของของกิน ที่มีให้กินตลอดทั้งวัน เดินไปไหนก็หาของกิน มีขนมให้กินได้ตลอด หวังว่าคงจะมีโอกาสได้มากินๆๆที่ญี่ปุ่นอีกนะ ซาโยนาระ

5,364 m. เหนือระดับน้ำทะเล – 5

Day 14 Kathmandu

เช้าวันนี้ตื่นมา ชักโครกโรงแรมน้ำไม่ไหล แถมมีมดมาเดินอยู่เต็มห้อง เหลืออีก 1 คืนที่ต้องค้างอยู่ในกาฐมาณฑุ รู้สึกไม่อยากอยู่โรงแรมนี้แล้ว เพราะเริ่มอยากอยู่สบายๆ และไม่อยากอยู่ในย่าน Thamel ด้วย เลยเริ่ม Search หาโรงแรมใหม่ สุดท้ายตัดสินใจ ยอมเสียเงิน 8,000 บาท เพื่อไปเข้าพักที่ Hyatt Regency ต้องบอกก่อนว่าที่ตัดสินใจไปหาโรงแรมดีๆอยู่อาจเพราะว่าเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับความวุ่นวายของที่นี่แล้ว คงเพราะตั้งแต่ออกไปเที่ยวเล่นเมื่อวาน มีแต่ความวุ่นวาย รวมถึงถนนหนทางที่สกปรกไปด้วยฝุ่น ประกอบกับโรงแรมเดิมที่มีสภาพแค่พออยู่ได้ตามราคาที่คืนละ 500 บาท เราคิดกันไว้ว่าหลังจากเช็คอินที่ Hyatt แล้วจะไม่ออกจากโรงแรมอีก จะอยู่พักนอนให้สบายๆด้วยบรรยากาศสงบๆ เพราะโรงแรมใหม่นี้เป็นเหมือนรีสอร์ทมีพื้นที่เป็นของตัวเอง แต่ถึงเราจะจองแล้วก็ยังไปเข้าพักไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา Check-in เราโทรไปถามก็ยัง Early check-in ไม่ได้ เพราะยังเต็มอยู่ เราเลยตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวเล่นข้างนอกต่อ หลังจากลงไปกินไข่ทอดที่เราชอบเรียบร้อย ก็ขึ้นรถแท๊กซี่เพื่อไปยัง Monkey Temple หรือ Swayambhunath แท๊กซี่ที่นี่ไม่มีมิเตอร์ เป็นการต่อรองเอา เค้าบอกมาเท่าไหร่ เราก็จะต่อลงไปอีกนิดหน่อย เพราะก่อนจะเรียกเราก็ได้ถามราคาคร่าวๆจากที่โรงแรมไว้แล้ว

Monkey Temple นี้ ถือเป็นวัดแบบพุทธ เมื่อเราไปถึงก็พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด นั่นก็คือการเดินขึ้นบันได เราสองคนไม่ได้เตรียมตัวมาว่าจะต้องเดิน ด้วยความที่ตอนนี้สุดแสนจะขี้เกียจ แต่จะทำยังไงได้ พอมาถึงแล้วก็ต้องแข็งใจเดินขึ้นสู่ด้านบน บันไดที่นี่ค่อนข้างชัน และเล็ก ระหว่างทางจะมีลิงห้อยโหนหรือนั่งอยู่ตลอดสองข้างทาง วันนี้คนท้องถิ่นค่อนข้างจะเยอะ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเป็นวันปีใหม่รึป่าว เมื่อเดินถึงยอดก็จะเห็นสถูปสีขาว ที่มีรูปดวงตาวาดอยู่ที่ด้านบนทั้ง 4 ด้าน ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ สถูปนี้เชื่อกันว่าสร้างมานานกว่า 2,000 ปี ด้านบนสามารถเดินเล่นได้รอบๆ เมื่อมองลงมาจะเป็นเป็นวิวของตัวเมือง

หลังจากนั้น เรานั่ง Taxi กลับมาที่ Thamel ตั้งใจว่าจะมาหาอะไรกิน และเตรียมตัว Check-out เราเดินหาของกินที่ Thamel ระหว่างนั้นเดินผ่าน Pilgrims Book House เลยแวะเข้าไป ตั้งใจว่าจะไปหาแผนที่เส้นทาง EBC ไว้เป็นที่ระลึก สุดท้ายเข้าไปได้ของกลับออกมากหลายอย่าง และเจอหนังสือนิทาน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อทริป Yaknakgoonatrek ของเรา

เราเดินมาจนเจอร้านอาหารชื่อ OR2K เป็นร้านอาหาร Middle East อาหารที่นี่รสชาติดีมาก มี Jachnon ที่เป็นของที่เราไม่เคยกิน คือเป็นแป้งที่หมักเอาไว้ข้ามคืน กินกับมะเขือเทศสดและไข่ หลังจากกินอาหารเสร็จเราก็กลับโรงแรม Check-out และมุ่งสู่ Oasis ของเราที่โรงแรมใหม่

เมื่อเหยียบมาถึงโรงแรมก็รู้สึกว่าถึง Oasis แล้วจริงๆ ทุกอย่างดูเงียบ สงบ สะอาด เหมือนอยู่คนละประเทศเลย เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายใจมาก ตลอดครึ่งวันที่เหลือเลยใช้เวลาอยู่ในโรงแรมไม่ออกไปไหน

ตอนช่วง 4 โมงเย็น โรงแรมมีของว่างให้กินฟรีด้วย ของกินเยอะมาก มีทั้งของคาว ของหวาน เครื่องดื่มครบครัน แอบรู้สึกพลาดที่ไปจองกิน Buffet เอาไว้ในช่วงเย็น ตรงที่นั่งเล่นมี Bagh Chal เป็นเกมส์ท้องถิ่นของเนปาล โดยผู้เล่นฝั่งนึงจะเป็นเสือที่มีอยู่ 4 ตัว ต้องไล่ต้อนกินอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นแพะทั้งหมด 20 ตัว เล่นอยู่พักนึง ก็ถึงเวลานัดทำสปา เรานวดหน้ากับนวดตัว การนวดหน้านี่ช่วยมากเลย ตอนที่ลงมาจากเขา หน้าแห้ง เป็นขุยๆทั้งหน้า หลังนวดเสร็จนี่ชุ่มชื้น ดีขึ้นเยอะเลย

ช่วงอาหารเย็นเราเลือกกิน Buffet ที่ห้องอาหารของโรงแรม เราเลือกกินทุกอย่าง อย่างละนิดอย่างละหน่อย มีของที่รู้จักบ้างและไม่รู้จักบ้าง

Day 15 Kathmandu to Bangkok

เช้าตื่นมากินบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงแรม มีของให้เลือกเยอะมาก ทั้งอาหารท้องถิ่น และอาหารฝรั่ง เราเลือกกินอย่างละนิดอย่างละหน่อยเหมือนเคย

หลังกินข้าวเสร็จ รู้สึกว่าเริ่มมีอาการท้องเสีย สงสัยจะเกิดจากที่เมื่อวานกินของเผ็ดๆเยอะไปหน่อย โดยเฉพาะของเครื่องเคียงที่กินกับ Papad ทั้งเผ็ด ทั้งเป็นของดอง อาการโดยรวมค่อนข้างจะแปลกๆ ไม่เหมือนกับอาการท้องเสียที่เคยเป็น คือเข้าห้องน้ำแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นรู้สึกผะอืดผะอม แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เรายอมแพ้ที่จะออกไปสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวต่อ เราเลือกไปที่ Boudhanath Stupa ซึ่งเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล เพราะอยู่ใกล้โรงแรมแบบสามารถเดินไปถึง ตอนเดินไปฝนลงเม็ดเล็กน้อย ลักษณะก็เหมือนกับสถูปที่อยู่ที่ Monkey Temple เลย ที่นี่มีเขียนอธิบายถึงสัญลักษณ์ต่างๆบนสถูป เช่น ดวงตา 2 ดวง หมายถึง การตระหนักรู้ สัญลักษณ์ที่เหมือนจมูก คือการเข้าถึงนิพพาน ตอนที่เรามาเป็นตอนเช้าประมาณ 7 โมง มีชาวท้องถิ่นจำนวนมาก มาเดินเวียนอยู่รอบสถูปนี้ ดูคึกคักทีเดียว หลังดูเสร็จ เราสองคนเดินกลับโรงแรม ไปจัดของเพื่อเตรียมตัวไปสนามบิน

พอจัดของเสร็จ ก็เห็นว่าเวลายังเหลือ เลยคิดกันว่าไปเที่ยวต่อดีกว่า อาการป่วยยังทรงๆอยู่ เราขอให้โรงแรมช่วยเรียกแท๊กซี่เพื่อไปที่ Pashupatinath Temple โชคดีที่มีรถของโรงแรมกำลังจะออกไปเพื่อไปรับคนที่สนามบิน และผ่านทางนั้นพอดี เค้าเลยให้เราติดรถไปลงที่นั่น Pashupatinath Temple เป็นวัดของศาสนาฮินดู ดังนั้น ทุกอย่างจะดูแปลกตากว่าวัดที่เราเคยเห็นกันทั่วไป ทางเดินเข้าวัดที่นี่ค่อนข้างจะสกปรก มีกลิ่นเหม็นท่อและขยะโฉยมาตลอด ด้วยความที่ผะอืดผะอมอยู่แล้ว พอได้กลิ่นรู้สึกอยากจะอ้วกทันที โชคดีที่ไม่อ้วกออกมา เราเดินไปถึงทางเข้า พอซื้อตั๋วเสร็จ ก็มีคนแก่คนนึงเดินเข้ามาหาเราบอกว่าจะพาไปเดินดูวัด เราก็ตกลงเดินไปด้วย เค้าเล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็นที่สำหรับบูชาพระศิวะ จริงๆพระเจ้าตามศาสนาความเชื่อฮินดูที่มีเป็นล้านๆองค์ อยู่ที่ว่าผู้นับถือจะบูชาองค์ไหน วัดแห่งนี้ ตั้งอยู่โดยมีแม่น้ำ Bagmati ซึ่งถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูเหมือนกับแม่น้ำคงคาพาดผ่านตรงกลาง ไกด์บอกว่าเราโชคดีมากที่มาถึงวันนี้ เพราะว่ามี Festival อยู่ เราก็ไม่รู้หรอกว่าเทศกาลอะไร จุดแรกที่ไกด์ชี้ให้ดูคือเตาเผาที่อยู่ตรงริมแม่น้ำ เราถามไกด์ว่ากำลังเผาอะไรอยู่ ด้วยความที่ไม่รู้ เรานึกว่ามีงานเทศกาลเฉลิมฉลองวันปีใหม่ ก็คงจะปิ้งสัตว์เพื่อเอาไว้กินภายในงาน ปรากฎว่าไกด์บอกว่ากำลังเผาศพคนอยู่ เราสองคนมองหน้ากันตกใจมาก สรุป Festival ที่ไกด์พูดถึงนี่ คือที่วัดกำลังมีการจัดงานศพพอดี

ไกด์อธิบายระหว่างพาเราเดินข้ามผ่านสะพานว่า กำลังพาเราเดินข้ามผ่านจากฝั่งที่เป็นความตายไปสู่ฝั่งการเกิด  ที่ฝั่งการเกิดนี้ จะมีเป็นเหมือนห้องเล็กๆเรียงรายอยู่ เมื่อมองเข้าไปจะเห็นเป็นโยนี กับ ศิวลึงค์ ไกด์บอกว่าชาวฮินดูจะนิยมมาที่นี่เพื่อขอลูก โดยแต่ละครอบครัวที่มาจะเข้ามานั่งในห้องสีเหลี่ยมนี้ เมื่อทำพิธีสวดขอลูก ที่ฝั่งนี้ เราได้พบเจอกับ Sadhu หรือนักพรตชาวฮินดูอยู่กลุ่มนึง โดย Sadhu จะไว้หนวด ไว้เครา บ้างคนโพกผ้า ห่มตัวด้วยผ้าสีเหลือง สีส้ม หรือบางคนใส่แค่ผ้าคาดเป็นกางเกง ไกด์บอกว่าพวกนี้บางคนจะมีการทรมานตนในรูปแบบต่างๆ เช่นหน้าหนาวแล้วไม่ใส่เสื้อผ้า อยู่ถ้ำ อาบน้ำเย็น ไม่กินข้าว การถ่ายรูป Sadhu ที่นี่จะต้องเสียเงินให้กับ Sadhu ด้วย

จากฝั่งของการเกิด มองข้ามแม่น้ำมาอีกฝั่งจะเห็นเป็นวิหาร หลังคาสีทองๆ ไกด์บอกว่าเฉพาะชาวฮินดูเท่านั้น ถึงจะเข้าไปข้างในวิหารได้ มองลงมาด้านล่างของวิหารมีคนยืนอยู่เต็มไปหมด เพราะเค้ากำลังจัดงานศพกันอยู่ อันนี้เราเห็นศพคนนอนคลุมด้วยผ้ามีเท้ายื่นออกมาเลย โดยพิธีจะต้องนำศพลงไปล้างในแม่น้ำด้านหน้า หลังจากนั้นจะมีการสวดทำพิธี และนำไปเผาที่เตาเผาที่เราเห็นกันตอนแรก จากนั้นก็จะนำเถ้ากระดูกมาโปรยที่แม่น้ำ ไกด์ดูเหมือนจะพาเราเดินไปดูนู้นนี่ต่อ แต่เราต้องขอแยกจากลากลับไกด์แล้วเพราะใกล้จะถึงเวลา ไกด์เรียกเก็บเงินค่าไกด์เราให้ไปคนละ RP1,000 เท่ากับไกด์คนแรก แต่เค้าบอกว่าไม่พอ ต้องให้เค้าเพิ่ม เราไม่ได้อยากมีเรื่องอะไร ก็เลยให้ไปตามที่เค้าขอ RP2,000 นี่ก็เป็นข้อเสียของการที่ไม่ตกลงราคากันตั้งแต่ที่แรก

ออกจากวัดมาเรากลับโรงแรมเพื่อไปเก็บของและ Check-out รถของโรงแรมพาพวกเรามาส่งที่สนามบินกาฐมาณฑุ เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน เดินผ่านร้านขายของที่ระลึกที่มีอยู่แค่ 2 ร้าน ก็เลยซื้อโปสการ์ดเขียนส่งถึงตัวเอง แต่ทางร้านไม่รับส่ง โชคดีที่สนามบินมีไปรษณีย์อยู่ คนรับโปสการ์ดรับเหมือนขอไปที และไม่ได้ติดแสตมป์ให้พวกเราเห็นด้วย ยังคิดอยู่เลยว่าคงมาไม่ถึง แต่สุดท้ายโปสการ์ดก็ส่งมาถึงบ้าน

พอเข้าไปนั่งรอ รู้สึกถึงความไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัว คิดว่าตัวคงเริ่มร้อนแล้ว ยาทั้งหมดอยู่ในกระเป๋าที่โหลดเข้าไปแล้ว มองหาร้านยาก็ไม่มี เห็นคนไทยนั่งอยู่หลายกลุ่ม เลยเดินเข้าไปถามว่าใครมียาแก้ไข้บ้าง ด้วยความมีน้ำใจเลยได้ยามาช่วยชีวิต ระหว่างนั่งรอเครื่องบิน มีเสียงประกาศตลอดว่าเที่ยวบิน TG320 มีใครจะยอมสละที่นั่งบ้าง เพราะเครื่อง Overbooking โดยจะมีโรงแรมให้พักฟรี เราสองคนมองหน้ากัน แต่ก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าไม่เอา เพราะอยากจะกลับบ้าน เรานั่งรออีกพักใหญ่ก็ประกาศขึ้นเครื่อง เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบิน 3 ชั่วโมงครึ่งที่ยาวนานที่สุด เรามีอาการไม่สบาย หนาวสั่นอยู่บนเครื่องบิน แต่อย่างน้อยก็เดินทางสวัสดิภาพกลับมาถึงกรุงเทพฯประมาณ 6 โมงกว่า

และแล้วทริปก็เดินมาถึงจุดจบ เรารู้สึกดีใจที่ได้ไป ทริปนี้มีประสบการณ์แปลกใหม่เกิดขึ้นมากมาย ได้เจอมิตรภาพระหว่างทางที่ดีๆ ได้รู้ว่าคนที่ไปด้วยกันเป็นห่วงและดูแลเราดีแค่ไหน ขอบคุณที่ไปเที่ยวด้วยกันนะ

5,364 m. เหนือระดับน้ำทะเล – 4

Day 13 Kathmandu

เรากลับมาถึง Hotel Pilgrims ที่กาฐมาณฑุประมาณ 9 โมงครึ่ง เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว แล้วลงมากินอาหารเช้าของโรงแรม ที่โรงแรมนี้มีไข่ทอดที่พวกเราติดใจ คือเค้าจะใส่พริกสด เป็นพริกชิ้นใหญ่ ไม่เผ็ด แต่หอมมาก พอเรากินเสร็จ เราตัดสินใจตรงดิ่งไปยัง KFC ที่ตั้งอยู่ในย่าน Durba Marg ด้วยความอยากกิน เพราะไม่ได้กินเนื้อสัตว์มากว่า 10 วัน โดยก่อนไปเราซื้อผ้าปิดปากคนละผืน เพื่อใช้ใส่ป้องกันฝุ่น เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในกาฐมาณฑุนี่ฝุ่นเยอะมาก ไม่รู้เป็นเฉพาะหน้าที่เรามา หรือเป็นยังงี้เป็นประจำอยู่แล้ว KFC ที่นี้ รสชาติมาตรฐาน แต่มีเมนูนึงบอกเป็นไก่ย่างปรุงรสตามสไตล์ของที่นี่ รสจะออกเค็มและเผ็ด อร่อยดี หลังจากกินเสร็จเราก็เดินเล่นแถวย่าน Durba Marg แถวนี้ดูจะมีร้านค้าที่เป็นแบรนด์ฝรั่งที่พวกเราคุ้นเคยอยู่หลายร้าน แต่ลักษณะร้านจะออกดูเป็นแนวเก่าๆโบราณๆนิดนึง เราแวะกินกาแฟที่ Himalayan Java แบรนด์เดียวกันที่เรากินตอนอยู่ที่ Namche Bazaar รสชาติกาแฟและบรรยากาศร้านดีเหมือนดิม หลังจากนั้น เรานั่ง Search หาที่เที่ยวว่าจะไปไหนดี ต้องบอกก่อนว่าเราสองคนไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนเลยว่าที่กาฐมาณฑุมีอะไรน่าสนใจบ้าง สุดท้ายตัดสินใจตกลงกันได้ว่าจะไปที่ Bhaktapur เราเลือกไปกันที่นี่ เพราะเห็นว่ามันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆที่พักเรา คิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้มีเวลาค่อยไปเที่ยวสถานที่ใกล้ๆ เราสอบถามพนักงานที่ร้านกาแฟว่าไปยังไง เค้าแนะนำให้เราขึ้นรถเมล์ไป บอกเราว่านั่งรถไปประมาณ 1 ชั่วโมง โดยชี้ทางให้เราเดินไปที่ Bhaktapur Bus Park ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก ประมาณ 5 นาทีก็ถึง พอเราเดินไปถึง ก็ไม่รู้ว่าจะต้องขึ้นคันไหน เราไปบอกกระเป๋ารถเมล์ว่า Bhaktapur เค้าก็เรียกให้ขึ้นรถเลย โชคดีที่ขึ้นมานั่งเร็วเราสองคนเลยได้ที่นั่ง รถเมล์ที่นี่ขนาดไม่ใหญ่มาก ประมาณรถเมล์เขียวบ้านเรา ที่นั่งค่อนข้างเล็ก นั่งเบียดกันนิดหน่อย จอดรอไม่นานคนก็มาขึ้นเต็ม หลังจากนั้นรถก็ออก การนั่งรถเมล์ที่นี่ดูเป็นความวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่รถค่อนข้างแน่น คนขึ้นลงตลอดเวลา รถกระแทกไปมาจากถนนหนทางที่ค่อนข้างขรุขระ เสียงบีบแตรดัง เคล้ากับเสียงเพลงแขกที่คนขับรถเปิด ทำให้รู้สึกปวดหัวไม่น้อย จริงๆระยะทางก็ไม่ได้ไกลมาก แต่ด้วยความที่รถค่อนข้างติด และรถเมล์ก็จอดถี่มาก เราใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง ประมาณบ่าย 3 โมงกว่าก็ถึง Bhaktapur  โชคดีที่เราซื้อ Sim card ของ Ncell ไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ทำให้เราสามารถดู Google Maps ควบคู่ไปได้ เลยรู้ว่าต้องลงจากรถตอนไหน

พอลงจากรถเหมือนเข้าสู่เมืองอีกเมืองนึง ทุกอย่างดูแปลกตา อาคารส่วนมากในบริเวณนี้ก่อด้วยอิฐสีส้ม ระหว่างทางที่เดินเราเห็นคนขาย King Curd กันเยอะมาก มันเป็นโยเกิร์ตที่ใส๋อยู่ในถ้วยปั้นดินเผา มีตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าถ้วยน้ำจิ้ม ไปจนถึงขนาดใหญ่เป็นชาม จำได้ว่าเคยเห็นตอนดูในสารคดี เลยขอซื้อมาชิมสักหน่อย รสชาติอร่อยดี

เดินตามทางเข้าไปเรื่อยๆจนถึงที่ขายตั๋ว ค่าเข้าตกคนละ RS1,500 ที่นี่คนที่อยู่ในกลุ่มประเทศ SAARC จะได้รับส่วนลดในการเข้าชมในสถานที่ต่าง แม้กระทั่งตอนไปเทรคกิ้ง เหมันต์ก็จ่ายค่าทัวร์ถูกกว่าคนอื่นๆ เมื่อเข้ามาสู่ที่ประตู ก็มีคนเดินมาคุยกับเรา ท่าทางเรียบร้อย บอกว่าจะขอมาเป็นไกด์ให้ เหมือนไกด์ผีในเมืองไทย โดยบอกว่าจะคิดเรา RS1,000 เราก็เลยตกลง ซึ่งพอจบทัวร์เราสองคนคิดว่ามันคุ้มค่า เพราะเค้าพาเราเดินไปจุดต่างๆที่สำคัญพร้อมอธิบายเรื่องราวให้ ถ้าเราเดินกันเองคงเปะปะน่าดู เพราะที่ค่อนข้างกว้างใหญ่

เริ่มแรกไกด์อธิบายให้เราก็ว่าพื้นที่นี้อยู่ระหว่างการบูรณะ เพราะได้ความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2015 โดยอาคารและจุดสำคัญต่างๆในที่นี้มีทั้งใช้ซากอิฐและหินของเดิมมาทำใหม่ กับเอาอิฐและหินของใหม่มาซ่อมแซมให้สมบูรณ์ เมื่อเราเดินผ่านเข้าประตูมาจะพบพระราชวัง วิหาร วัด อยู่รายล้อมเต็มไปหมด เริ่มแรกไกด์พยายามเล่าถึงประวัติของสถานที่แห่งนี้ให้ฟัง เราก็ฟังกันเพลินๆจนตอนนี้ก็จำกันไม่ได้ล่ะ จุดต่างๆที่ไกด์พาไปดูแล้วพอจำเรื่องราวได้ ก็จะเริ่มต้นที่จุดแรก เราเดินผ่าน National Museum ซึ่งอันนี้จะต้องเสียค่าเข้าชมเพิ่ม ไกด์บอกว่าอันนี้ไม่ต้องเข้าก็ได้ เค้าเป็นจิตรกร เดี๋ยวเค้าจะพาไปที่โรงเรียนของ Master เค้าที่เราจะได้ชมการวาดภาพแบบ Thangka ฟรีแบบไม่เสียค่าเข้าชม เราก็เออๆออๆ ในใจก็รู้สึกตะหงิดๆคิดว่าเดี๋ยวจะต้องมีการขายของแน่ หน้า National Museum ไกด์ชี้ให้เราดูรูปปั้นของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ผู้มีหน้าที่ปกปักรักษาดูแลทั้ง 3 โลก อยู่ในร่างอวตารมาเป็นครึ่งคนครึ่งสิงโตเพื่อมาปราบยักษ์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนบนโลกและไม่มีใครปราบได้ เนื่องจากได้รับพรจากพระพรหมให้เป็นอมตะ

จุดต่อไปคือ รูปปั้นของกษัตริย์ที่เคยเป็นผู้ปกครอง Bhaktapur และป็นผู้สร้างสถาปัตยกรรมต่างๆใน Bhaktapur รวมไปถึง 55 Window Palace ซึ่งก่อนจะผ่านเข้าไปถึง 55 Window Palace ก็จะผ่านประตูทอง ที่เป็นที่ขึ้นชื่อในแง่ของความสวยงาม ล้อมรอบด้วยงานแกะสลักรูปเทพและสัตว์ในตำนานต่างๆ โดยตรงกลางจะมีเทพที่เชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองกษัตริย์ มี 4 หัว 10 มือ เมื่อผ่านเข้าไปจะพบกับ 55 Window Palace ซึ่งเป็นพระราชวังที่มีหน้าต่างไม้แกะสลัก 55 บานรายล้อมอยู่ ไกด์บอกเราว่าในปัจจุบันยังมีการใช้สถานที่แห่งนี้ในงานสำคัญๆ เดินผ่านเข้าไปจะมีส่วนที่เป็นวัดที่ให้เฉพาะชาวฮินดูเข้า และทะลุไปถึงส่วนอาบน้ำของกษัตริย์ โดยมีนาคหินแกะสลักรายล้อมอยู่ เพื่อปกป้องรักษา ออกมาจะเจอกับระฆัง ซึ่งอยู่หน้าวิหารหนึ่งที่ถูกทำลายไปโดยแผ่นดินไหว แต่ระฆังนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่ โดยสมัยก่อนระฆังนี้จะใช้เพื่อตีบอกเวลาในการสวดมนต์ของวัดด้านในในตอนเช้ากับตอนเย็น เดินต่อมาจะพบกับตึกอีกหลังหนึ่ง ตึกนี้จะมีความโดดเด่น คือ แต่ละเสาจะเป็นท่ากามสูตรต่างๆ

ไกด์พาเราเดินลัดเลาะ ตรอกซอกซอยจนมาโผล่เจอผู้คนเต็มไปหมด เราถึงได้รู้ว่ามีตอนนี้กำลังมีงานเทศกาลเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ เนื่องจากวันพรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวเนปาล โดยเทศกาลนี้มีชื่อว่า Bisket Jatra โดยจะมีการดึงรถลากที่มีรูปปั้นเทพเจ้าไปตามรอบเมือง เพื่อลงไปที่จัตุรัส และจะมีการดึงเสาไม้ที่วางนอนอยู่ให้ตั้งขึ้นตามความเชื่อโบราณ เราเดินผ่านรถลากคันแรกที่เตรียมไว้สำหรับการประกอบพิธี ซึ่งไกด์บอกว่าเป็นรถลากของเด็ก และบอกพวกเราว่าให้เตรียมไปดูรถลากอันใหญ่ ไกด์บอกว่าเค้าน่าจะเริ่มลากรถกันตอนประมาณ 4 โมง เราสองคนรู้สึกโชคดีอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่คิดว่าจะได้มาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลท้องถิ่นนี้ หลังจากนั้นไกด์พาเราเดินต่อไปยังโรงเรียนสอนศิลปะที่เค้าพูดถึงในตอนแรก พอเข้าไปก็สัมผัสได้ทันที ว่าโดนหลอกขายของแน่นอน เค้าแนะนำให้เรารู้จักกับ Master ซึ่งเป็นผู้อธิบายเกี่ยวกับการวาดภาพ Thangka ตั้งแต่การเตรียมผ้าใบ ผสมสี การวาด เทคนิคการลงสีอย่างละเอียด หลังจากนั้นก็โชว์รูป Thangka ประเภทต่างให้ดู ซึ่งจะเป็นการวาดเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา รูปแบบที่เราชอบกันคือ Mandala จะเป็นการวาดรูปแบบมีลักษณะเป็นจุดศูนย์กลางแล้วแผ่ขยายออก โดยเค้าอธิบายว่าแต่ละชั้นจะเสมือนการเดินไปสู่นิพพาน จนมาถึงจุดสุดท้ายเค้านำรูปภาพมาเปิดให้เราดูหลายรูป แต่ละรูปก็มีลักษณะหลายๆแบบ เค้าเริ่มถามว่าเราชอบแบบไหน ลักษณะสีอะไร ซึ่งก็ชัดเลย ว่ากำลังพยายามขายของจริงๆ ทีนี้เทคนิคการขายของเค้าคือ เค้าจะเปิดให้ดูรูปที่สวยๆก่อน และก็เปิดให้ดูรูปที่สวยน้อยกว่า สอนให้เราดูว่าอันที่สวยทำไมถึงสวย เช่นเส้นคมกว่ายังไง บอกว่าอันที่สวยคือวาดโดย Master แต่อันที่สวยน้อยกว่าคือวาดด้วยนักเรียน ทีนี้ราคาของอันที่เป็น Master ก็จะสูงกว่าตามความสวยไปด้วย หลังจากที่เราโดนกล่อมมาพักใหญ่ ก็เกิดความอยากได้ ทั้งๆที่ไม่รู้จักภาพวาดประเภทนี้มาก่อน เราดูไปดูมายังไงก็ทำใจซื้ออันที่ราคาถูกไม่ลง เพราะอันที่ราคาแพงสวยกว่าเยอะ เค้ายังเน้นด้วยว่าอันนี้เป็นโรงเรียน ภาพวาดของเค้าถูกต้องตามหลักทุกประการ ประกอบกับวาดลงบนผ้า ต่างจากที่ขายข้างนอกที่เป็นกระดาษ และเงินที่ซื้อ ก็จะเข้าโรงเรียน เป็นทุนการศึกษาต่อให้กับนักเรียนด้วย สุดท้ายเราเลือกรูปที่เราชอบได้ เค้าบอกราคามาเกือบหมื่นบาท สุดท้ายเราต่อเค้าเหลือประมาณ 3,000 บาท เค้าลังเล และดูไม่ค่อยพอใจ แต่เราก็บอกว่าเรามีงบประมาณเท่านี้จริงๆ สุดท้ายเค้าก็ยอมขายให้ เราก็เลยได้รูปกลับบ้านมาแบบไม่รู้ตัว และไม่รู้ว่าโดนหลอกรึป่าว แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะรูปที่ได้มาก็สวยถูกใจ พร้อมเอาไปเป็นของฝากให้คุณแม่

ไกด์พาเราเดินมาส่งที่จุดสุดท้าย คือ Nyatapola Temple เป็นวิหารที่มีความสูง 5 ชั้น ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบริเวณนี้ โดยทางขึ้นวิหารจะถูกปกป้องด้วยรูปปั้นต่างๆ รูปคนจะอยู่หน้าสุด ถัดไปจะเป็นรูปช้างซึ่งเชื่อว่ามีความแข็งแกร่งเหนือกว่าคน 10 เท่า และยิ่งสูงขึ้นไปสัตว์ที่เฝ้าก็จะมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ไกด์ชี้ให้ดูว่ารูปทรงของวิหารนี้ คล้ายกับรูปธงชาติเนปาล พอไกด์ชี้ให้ดู เราสองคนก็รู้สึกว่าเหมือนจริงๆ ไกด์บอกเราว่าทัวร์ได้จบลงแล้ว แล้วชี้ทางเดินให้เราเดินไปดูรถลาก แล้วจากไป

เราสองคนเดินไปตามที่ไกด์บอกก็ได้พบกับรถลากขนาดใหญ่ เราเดินไปเดินมาอยู่รอบๆรอว่าเมื่อไหร่การลากรถจะเกิดขึ้น ยิ่งรอ คนยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนเดินมาจากทุกสารทิศ มีทั้งคนท้องถิ่นและคนต่างชาติ สุดท้ายเราก็ได้จุดยืนดู ที่อยู่เหนือขึ้นไปจากพื้นถนน ทำให้เราค่อนข้างจะเห็นเหตุการณ์รอบๆได้อย่างชัดเจน รออยู่นาน ก็มีขบวนพาเหรดเล่นเครื่องดนตรีเดินผ่านไป ตามด้วยตำรวจอีกชุดใหญ่ ตอนนี้คนมาเต็มพื้นที่ บรรยากาศดูคึกคักมาก แต่ส่วนนึงก็มีความน่ากลัวอยู่ เพราะคนเยอะมากจนดูเหมือนจะเกิดจลาจล สักพักพิธีก็เริ่มขึ้น มีคนแต่งชุดใส่ชุดขาวสวมหมวกแดงปีนขึ้นนั่งบนรถรอบๆ พร้อมกับคนใส่เสื้อแดงนั่งอยู่ตรงกลาง เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย ชาวบ้านก็แหวกทาง กลุ่มผู้ชายมารวมตัวกันเพื่อดึงเชือกที่ลากรถอยู่ ต้องเย่อกันอยู่พักใหญ่รถถึงยอมเคลื่อนตัว เราสองคนเดินตามฝูงชน ตามรถที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ รถลากเคลื่อนตัวไปได้แป๊ปนึงหลังคาก็ไปติดอยู่กับหลังคาบ้าน ทำให้ขยับไม่ได้ ชาวบ้านช่วยกันโยก ดันกันอยู่พักใหญ๋จนกระทั่งรถขยับได้อีกทีนึง ทีนี้รถเริ่มไปได้เร็วเพราะทางลาดลง ฝูงชนเยอะเบียดเสียด จนเรารู้สึกตัวเหมือนโดนล้วงกระเป๋า แต่โชคดีที่เอาไปไม่ได้ เราสองคนเลยตัดสินใจไม่ตามรถลงไป แล้วเดินไปที่จุดอื่นแทน

เดินไปเดินมา ตามตรอกซอกซอย แบบไม่รู้ทิศทาง ใช้วิธีเดินตามคนมั่วๆเอา สุดท้ายก็หลุดมาถึงจัตุรัสที่จะมีการตั้งเสา คนรออยู่เต็มไปหมด มีร้านขายอันนึงที่ดูแปลกตามา แต่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร และไม่กล้าลองกินด้วย คือคนขายจะยืนคล้องกล่องอันนึง ภายในกล่องจะมีเครื่องปรุงอยู่หลายอย่าง คนขายเค้าจะเอาใบไม้ขึ้นมาวาง แล้วค่อยๆเปิดกล่องเอามือหยิบเครื่องปรุงเป็นสิบๆอย่างใส่ลงไป ถ้าใครอยากซื้อก็คือเดินมาถึงแล้วก็รวบใบไม้เข้าปากเลย รอกันอยู่พักใหญ่รถลากก็ยังลงมาไม่ถึง เราสองคนอยากอยู่รอจนรถลงมาถึง และดูพิธีต่อ แต่เวลาก็ใกล้จะหมด เพราะเรามีนัดตอน 1 ทุ่มต้องกลับไปเจอกับกรุ๊ปทัวร์ของเรา เนื่องจากเป็นคืนส่งท้าย และทางทัวร์ได้เตรียมจัด Farewell Dinner ไว้ให้ เรารอจนถึงประมาณ 5 โมงครึ่ง ก็ยังไม่มีวีแววของรถลาก เราจึงตัดสินใจกลับ ขากลับนี่เป็นอะไรที่ลำบากสุดๆ ด้วยความที่เราไม่รู้ทิศทาง ก็เลยเดินมั่วออกมา พยายามหาทางที่เป็นถนนใหญ่ พอมาถึงถนนใหญ่ ดูเป็นฝั่งที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย มีแต่คนท้องถิ่น ยื่นรอก็ไม่มีแท๊กซี่ผ่านมาเลย เห็นแต่รถเมล์ เราสองคนเดินไปหาตำรวจบอกว่าจะกลับไปที่ Thamel ถ้ารถเมล์คันไหนไปได้ให้ช่วยบอก แต่เหมือนทั้งตำรวจและคนแถวนั้นไม่มีใครฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เราก็พยายามพูดแต่ชื่อ Thamel รถเมล์หลายคันผ่านมา ตำรวจโบกมือบอกว่าไม่ใช่สักคัน รออยู่เป็นเกือบ 20 นาที มีแท็กซี่โผล่มา เราสองคนรีบเรียก โชคดีที่เค้าไป และเรากลับมาได้ทันตามเวลาที่กรุ๊ปนัดไว้

คืนนี้ท้วร์พาเราไปเลี่้ยงที่ร้านอาหารชื่อ Black Olives เป็นร้านอาหารฝรั่ง อาหารและเครื่องดื่มมื้อนี้รวมอยู่ในค่าทัวร์แล้ว เราทุกคนสั่งสเต็คมากินกันพร้อมไวน์และเบียร์ อาหารอร่อย บรรยากาศดี มีดนตรีสดเล่นด้วย และเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกับ David ผู้อยู่เบื้องหลังการตอบเมล์มาตลอด ที่ตลกคือทุกคนในกรุ๊ปมีความเห็นตรงกันว่า หน้าเหมือนปวกเปียก หรือ Luke ยังกะพ่อลูก เลยแซวกันว่าเป็น Luke’s dad ตลอดทั้งคืน หลังจากนั้นเราตกลงกันว่าจะไปนั่งเล่นกันต่อที่ Everest Irish Pub ที่อยู่ใกล้ๆโรงแรม พอเข้าไปถึง Marcus ก็ท้าว่า เค้ารู้หมดว่าคนไหนเป็นคนไอริช คนไหนไม่ใช่ เราก็เลยเล่นเกมส์กับ Marcus โดย Marcus บอกให้เราชี้คนมาคนนึง แล้วทายกันว่าเป็นไอริชรึป่าว พอเราเลือกได้คนนึง ก็มาทายกันแล้ว Marcus เสนอตัวเข้าไปถามคนคนนั้นเอง แต่ก็ต้องคอตก ยิ้มเจื่อนกลับมา เพราะ Marcus ทายผิด เลยต้องเสียเงินเลี้ยงเหล้า 1 แก้ว ยืนๆนั่งๆอยู่ในร้านไม่มีไรจะคุยเพราะแค่ลำพังตอนธรรมดาเราก็แทบจะฟังสำเนียงชาวไอริชกับอังกฤษไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่แล้ว นี่อยู่ในผับเสียงเพลงดังๆยิ่งไปกันใหญ่ เราเลยนึกเกมส์ขึ้นมาได้อีกเกมส์ คือ 5-10-15 ที่เคยเล่นตอนเด็ก ตอนเริ่มสอน ทุกคนก็งงมาก ว่านี่เกมส์อะไร เข้าใจยากจัง แต่ท้ายที่สุดทุกคนก็เข้าใจ แต่มีคนนึงที่อธิบายเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ คนนั้นคือ เจ้าเก่า Marcus นั่นเอง จนไอ้โย่งผู้สื่อสารภาษาเดียวกันต้องมาอธิบายอีกที แต่ Marcus ก็ยังทำหน้าเควสชั่นมาร์คต่อ ขนาดคนนั่งโต๊ะข้างๆเป็นชาวอิสราเอลได้ยินเราอธิบายห่างๆ ยังเข้าใจเอาไปเล่นกันเองในโต๊ะเค้าเองต่อ จากนั้นเรานั่งคุยเล่นกันอยู่นาน Dale ดูเมามาก และเป็นคนที่เมาแล้วก็ชอบเลี้ยงเหล้าคนแปลกหน้า ด้วยลักษณะซ่าๆ อยู่ไปอยู่มาจนเกือบจะมีเรื่องหลายครั้ง ไปชนโต๊ะคนอื่นเบียร์หกแต่ไม่ขอโทษ Marcus ต้องเรีบเข้าไปเคลียร์ เราสองคนเลยคิดว่ากลับกันดีกว่า ออกมาดูเวลาก็เกือบจะตี 1 เราเดินกลับโรงแรม และก็เข้านอน

 

5,364 m. เหนือระดับน้ำทะเล – 3

Day 9 Lobuche to Gorak Shep & EBC and EBC to Gorak Shep + Kala Patthar

และแล้วก็มาถึงวันที่รอคอย ดีใจที่ตื่นมาแล้ว สภาพยังไปต่อได้ แม้ว่าท้ายทอยด้านหลังยังคงปวดอยู่ วันนี้ระยะทางเดินทั้งหมดไกลกว่าทุกวัน รวมแล้วประมาณ 15 กม.เราเริ่มเดินออกจาก Lobuche ไปยัง Gorak Shep ทางเดินช่วงเช้าไม่ค่อยยากมา แต่เป็นหินๆ ดูแห้งแล้ง ตัดกับวิวภูเขาที่มีหิมะปกคลุมรอบตัวเรา ยอด Everest ใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยจำได้เลยว่าเป็นยอดไหน ถามทุกครั้งจน Darwa เอือม ก่อนเราจะถึง Gorak Shep เพื่อแวะกินอาหารกลางวัน เราก็ได้เห็นยอดเขาที่ใหญ่โตใกล้กับเรามาก คือยอดเขา Nuptse ทางที่เดินผ่านเริ่มเปลี่ยนไป มีลักษณะคล้ายๆธารน้ำแข็งผสมกับหิน พวกฝรั่งเรียกว่า Moraine เดินมาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงที่หมาย


เราพักกินข้าวกลางวัน และออกเดินทางต่อ วันนี้อากาศยังคงหนาวเย็น แต่งตัวเต็มยศตลอด ทางที่เดินเริ่มเป็นทางชันไปตามแนวเขา คุณหนูกับ Georges ย้ายจากกลุ่มผู้ตาม ไปอยู่กลุ่มผู้นำอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก 2 คนนี้ คิดกันได้แล้วว่าจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ออกประมาณ 4 โมงเย็น พวกเค้ากลัวตกเครื่องเลยต้องรีบเดิน ส่วนเราสองคนคิดกันตกแล้วว่าจะไม่นั่งเฮลิคอปเตอร์กลับ เพราะรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เดินลงมาเอง ก็คงเหมือนทำไม่สำเร็จ เราสองคนค่อยๆเดิน อยู่รั้งท้าย แต่มีคนที่อยู่ท้ายกว่าคือ Aisha กับ ปวกเปียก วันนี้ Aisha ดูแย่มาก กินอาหารไม่ลงมาแล้วหลายมื้อ หน้าตาก็ค่อนข้างซีด แต่ก็ยังเดินต่อไปไม่หยุด ทุกคนเดินไปไม่หยุดกันเลย ประมาณ 2 ชั่วโมง Darwa เริ่มชี้ให้ดูเต๊นท์ที่อยู่ลิบๆบอกว่าตรงนั้นคือ Base Camp แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปสักพักพวกเราก็มาถึง EBC ภาพตรงหน้าคือ กองหินกองๆอยู่พร้อมธงมนต์ และมีหินสลักวางอยู่ว่า Everest Base Camp 2017 ในที่สุดก็มาถึง ความรู้สึกของเราไม่ได้เป็นความรู้สึกดีใจ แต่เป็นความรู้สึกแบบ ถึงซะทีวะ ส่วนคนที่มาด้วย บอกว่ารู้สึกโล่งใจ เหมือนได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว พวกเราต่อคิวถ่ายรูปกับกองหินไปมาอยู่สักพัก ณ จุดนี้ ทุกคนจะมีการเตรียมของมาถ่ายรูปด้วย เช่น ธงชาติ รูปถ่าย กระป๋องเบียร์ แต่เราสองคน มีแค่กันและกัน หลังจากนั้น คุณหนูกับ Georges ก็รีบเดินกลับ ทุกคนก็ทยอยกลับตาม ขากลับ Aisha อ้วกแตก หน้าซีดมาก ไกด์ ปวกเปียก และเราสองคน ก็อยู่เดินดูตาม ช่วยอะไรไม่ได้ Aisha ช่วยได้แค่ให้ทิชชู่ ลูบหลัง และลูกอม เดินกลับมาตามทางเดิม แต่ครั้งนี้เดินได้เร็วขึ้น เพราะเป็นทางลง กลับมาถึง Gorak Shep ก็เป็นเวลาที่เฮลิคอปเตอร์ของคุณหนูมาถึงพอดี เราเลยไม่ได้มีโอกาสร่ำลาสองคนนั้น Aisha ที่อาการไม่สู้ดีก็ตัดสินใจอยู่พักนึงว่าจะเอายังไงดี เพราะเฮลิคอปเตอร์อยู่ตรงหน้า และถ้าลงตอนนี้ก็จะได้หารค่าใช้จ่ายกับ 2 คนนั้นได้ด้วย สุดท้ายก็ตัดสินใจขึ้นเฮลิคอฟเคอร์ลงมา ตามแรงเชียร์ของหลายคน


นั่งพักได้ไม่เท่าไหร่ Darwa ก็มาชักชวนว่าให้ไปขึ้นยอด Kala Patthar เย็นนี้เลย ทั้งๆที่ตามโปรแกรมจะต้องขึ้นในรุ่งเช้าวันพรุ่งนี้ Darwa บอกว่าถ้าไปตอนเช้า คนจะเยอะ และต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 พวกเราเลยตกลงไป กลุ่มผู้นำไปทุกคน ยกเว้น Edward ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้โดนล้อมาตลอดตามทางขาลง พวกเราแต่งตัวเตรียวตัวขึ้น Kala Patthar สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป คือหัวหน้าเผ่า อยู่ๆแต่งตัวเต็มยศ ใส่เสื้อหนาวสีแดง ทางเดินขึ้น Kala Patthar ชันมาก ทางเดินเป็นก้อนกรวดเล็กๆ เดินยากมาก เดินแล้วก็จะลื่นตลอด เป็นการเดินที่ยากที่สุดตั้งแต่เดินมา เราเดินไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็รู้สึกเหนื่อยมาก กลุ่มผู้นำเริ่มทิ้งห่างไปเรื่อยๆ Darwa ที่เดินปิดท้าย เห็นเราเริ่มเหนื่อย ก็เดินมาบอกว่าไม่ต้องขึ้นแล้วก็ได้นะ เพราะขึ้นไปวิวที่เห็นก็เหมือนกับวิวตรงนี้แหละ แค่อาจจะใกล้ขึ้นอีกนิดนึง เราเลยตัดสินใจไม่เดินต่อ แต่ Darwa บอกว่าให้เราหยุดรอดูพระอาทิตย์ตก เพราะจะเป็นแสงสีส้มส่องมาที่ภูเขาดูสวยมาก ระหว่างรอเราก็อัดวีดีโอเล่นกัน โดยให้ Darwa ชี้บอกชื่อภูเขากับพวกเราอีกที ยอดที่โดดเด่นสุดคือ ยอด Pumori หลังหยุดอยู่นิ่งสักพัก ความหนาวก็คลืบคลานมาจนจะแข็งตาย เพราะลมแรงมาก น้ำมูกเริ่มไหล คนที่มาด้วยกันบอกกับเหมันต์ให้ตัดสินใจว่าจะเอายังไง จะขึ้นก็ขึ้น จะลงก็ลง แต่ห้ามหยุดอยู่แบบนี้ เหมันต์ยังไม่ตอบอะไร แต่ก็ดูเหมือนอยากยืนรอต่อ คนที่มาด้วยกันดูโกรธ อยู่ๆก็เดินขึ้นเขา หายตัวไปเลยพักใหญ่ ตะโกนเรียกก็ไม่ตอบ ตอนนั้นรู้สึกงงเลย จะเดินตามก็ไม่ไหว เพราะเหนื่อย จะลงก็ลงไม่ได้เพราะต้องรอ สุดท้ายอยู่ๆก็กลับมาเอง พอตอนเดินกลับมา เหมันต์กับเราก็หนาวจนไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจเดินลง ตอนเดินลงนี่ลำบากกว่าตอนขึ้นอีก เพราะหินเล็กๆลื่นมาก แต่สุดท้ายก็ลงมาได้อย่างปลอดภัยถึงด้านล่างประมาณ 6 โมงครึ่ง สุดท้ายรู้สึกตัดสินใจถูกมากที่ไม่ได้ขึ้นไปถึงยอด พวกกลุ่มผู้นำกลับกันลงมาตอน 3 ทุ่ม สภาพยับเยินมาก ทั้งดูหนาวและเหนื่อยสุดๆ ทุกคนใส่อุปกรณ์ป้องกันความหนาวแบบเต็มที่ แบบที่ไม่เคยใส่มาก่อน เพราะปกติพวกนี้เค้าจะไม่ค่อยหนาวกัน มีแต่หัวหน้าเผ่าที่ยังดูเป็นคนปกติอยู่เหมือนเดิม Marcus เอารูปที่ถ่ายจากด้านบนมาให้ดู ที่ดูแล้วก็ไม่ได้ต่างกับรูปของเราเท่าไหร่ แค่มีสีส้มของแสงพระอาทิตย์ตกเพิ่มขึ้นมา คืนนี้ที่พักหนาแน่นมาก เพราะ ณ จุดนี้ถือว่าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลพอสมควร ที่พักเลยน้อยตามลงไปด้วย เป็นคืนที่ค่อนข้างลำบาก จะไปนั่งพักอยู่ในห้องก็ไม่ได้ เพราะอากาศหนาว เหมือนอยู่ในห้องเย็น จะลงมานั่งที่ห้องอาหาร ก็เต็มไปด้วยผู้คน แถมมีควันจากเครื่องทำความร้อน ทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก Darwa แนะนำให้พวกเรากลับห้อง เราก็เลยกลับห้อง คืนนี้ซื้อน้ำต้มมาใส่ถุงน้ำร้อนนอนกอด ก็พอจะช่วยให้หายหนาวได้บ้าง นอกจากนี้ ด้วยความที่อากาศเย็น น้ำในห้องน้ำเลยไม่ไหล ส่วนชักโครกฉี่กลายเป็นน้ำแข็ง แถมมีอึลอยผสมอยู่ เป็นภาพที่ไม่น่าดูเลย เราไปเข้าห้องน้ำแค่ครั้งเดียว แล้วก็ไม่เข้าอีกเลย ส่วนคนที่มาด้วย ก็ฉี่ใส่ในขวดแทน คืนนี้นอนหลับไปพร้อมกับความหนาวเหน็บ


Day 10 Gorak Shep to Pangboche

เช้านี้เป็นเช้าที่เรียกได้ว่าสภาพทุกคนย่ำแย่มาก เนื่องจากระดับที่อยู่สูง อาหารเช้าแทบจะไม่มีใครกินลง ผะอืดผะอม แต่ก็ต้องพยายามกินเข้าไป ไอ้โย่งที่ทุกวันเจริญอาหารกว่าเพื่อน ก็ยังกินไม่หมด วันนี้ ระยะเดินค่อนข้างไกล โดยเราเดินจาก Gorak Shep ที่ระดับความสูง 5,180 เมตร ลดระดับมาอย่างรวดเร็วที่ Pangboche 3,985 เมตร  ระหว่างทางเดินลงมาโชคดี นึกขึ้นได้ว่าลืมเอา Power Bank ที่วางชาร์จไว้ที่ Oxygen Altitude เลยได้แวะกลับมาเอา พร้อมกับนั่งพักกินน้ำนิดหน่อย หลังจากนั้น เราเดินต่อ มาแวะกินข้าวกลางวันที่ Thukla เดินต่อจนเข้าโรงแรม รวมเวลาประมาณอยู่ข้างนอกวันนี้ประมาณ 7 ชั่วโมง วันนี้โรงแรมที่ได้มีห้องน้ำในตัว น้ำไหลแรงด้วย เราอาบน้ำที่นี่ หลังจากที่ไม่ได้อาบมาหลายวัน มื้อเย็นเราเอามาม่าที่แบกมาตลอด 10 วัน ออกมาให้ที่โรงแรมต้มกิน ถือเป็นการฉลองเล็กๆ ของเราสองคน คืนนี้เข้านอนอย่างมีความสุข รู้สึกเหมือนว่า อาการปวดหัวจะเริ่มดีขึ้นแล้ว

Day 11 Pangboche to Namche Bazaar

วันนี้เดินลงอย่างต่อเนื่อง ความเหนื่อยไม่ค่อยมี เดินกลับมาผ่านวัดที่ Tengboche ระหว่างทางแวะกินข้าวกลางวัน เป็นผัดก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยที่สุดในทั้งทริป วิวทางเดิน ยังคงเห็นภูเขาสวยงามตลอดทางลงมา เรามาถึง Namche ในช่วงบ่าย แวะกินกาแฟและขนมที่ Himalayan Java เจอผู้ชายมาเลเซีย 2 คน เล่าให้ฟังว่าตลอดทางเดินขึ้นมาทุกวันเจอแต่เมฆฟ้าปิด เค้าดูรูปของเราแล้วตื่นเต้นกันใหญ่ บอกว่าเราโชคดีที่ฟ้าเปิดทุกวัน เราเดินเล่นช้อปปิ้งซื้อ Batch ติดกระเป๋า กับแผนที่ผ้า หลังจากนั้นกลับไปกินข้าวเย็นที่โรงแรม หลังกินข้าวเสร็จ พวกเราทั้งกรุ๊ปไปเล่น Pool ต่อที่ผับแห่งหนึ่ง ที่นี่ตกแต่งโดยมีเสื้อยืดที่มีลายเซ็นของนักเดินทางที่ผ่านมาติดทั่วทั้งร้าน เราเล่นไปเกมส์สองเกมส์ แล้วก็ยืนดูพวกฝรั่งเล่นสักพักก็ขอตัวกลับโรงแรมก่อน เข้าห้องนอนหลับสบายเหมือนดิม

Day 12 Namche Bazaar to Lukla

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะเทรคกิ้งแล้ว เดินย้อนกลับมาทางเดิม เมื่อเดินข้ามผ่าน Hilary Suspension Bridge ก็เหมือนเป็นการหลุดออกจากอ้อมกอดแห่งขุนเขาหิมาลัยแล้ว คนที่มาด้วยกันเท้าเจ็บ จากอาการเท้าพอง อาการเจ็บเริ่มออกฤทธิ์ บอกว่าเจ็บทุกก้าวที่เดิน แต่ก็ทนเดินมาเรื่อยๆ จนถึง Phakding ที่พักกินข้าวกลางวันกัน ถอดรองเท้าออกมาดู เท้าพองมาก พอเริ่มเดินต่อ ก็ยังเจ็บต่อไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่าอยากจบการเดินให้ไวที่สุด เลยติดสปีด เดินเร็ว หายตัวไปเลย เราก็เดินตามไม่ทัน ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง โดยไม่มีการบอกกล่าว ใจนึงก็คิดเป็นห่วง รู้สึกเป็นกังวล ไม่รู้ว่าหลงทาง หรือไปบาดเจ็บที่ไหนรึป่าว ไกด์ก็งง มาถามว่าหายไปไหน เราก็ไม่รู้ บอกว่าตกเขาไปแล้วมั้ง เดินๆไปเรื่อยๆ จนตามกลุ่มผู้นำทัน ก็ยังไม่เห็นคนที่มาด้วย แต่กลุ่มผู้นำบอกว่า แซงหน้าผ่านไปแล้ว เดินไปจนถึง Lukla ถึงมาเจอว่านั่งรออยู่ กลายเป็นว่าเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 จากที่เดินรั้งท้ายมาตลอด เราค่อยๆเดินต่อจนเข้าที่พักที่ Lukla ที่นี่โรงแรมดีเลย มีห้องอาบน้ำในตัว น้ำอุ่นกำลังดี ไหลแรง ห้องก็สะอาดสะอ้าน ตกกลางคืนเป็นการเลี้ยงขอบคุณลูกหาบ คือในคืนนี้เราจะหารกันจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มเลี้ยงลูกหาบ คืนนี้เป็นคืนที่ต้องจ่ายทิปด้วย เพราะพวกไกด์และลูกหาบจะไม่ได้ตามไปส่งเราที่กาฐมาณฑุ เราทิปไกด์และลูกหาบประจำตัวเรา (ลูกหาบ 1 คน รับผิดชอบกระเป๋า 2 ใบ) ไปทั้งหมดรวม 10,000 บาท ไม่คิดเสียดายเลย เพราะรู้สึกขอบคุณ Darwa มากที่ดูแลเราดีมาตลอดทาง ประกอบกับเห็นความลำบากของลูกหาบที่คอยช่วยแบกของให้เรา บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พวกเราถ่ายรูปหมู่ก่อนแยกย้ายกันไปนอน

Day 13 Lukla to Kathmandu

เช้าวันนี้ ตื่นมาพร้อมกับต้องรอลุ้นว่าจะได้กลับบ้านรึป่าว หลังจากผ่านประสบการณ์ความวุ่นวายของการบินที่นี่มาแล้วครั้งนึง พวกเราถึงสนามบินกันตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ได้เช้ากว่าคนอื่น พอไปถึง มีคนอยู่ที่สนามบินเต็มหมดแล้ว ทุกคนดูพร้อมจะแซงคิวกันและกันเพราะต่างคนต่างกลัวจะไม่ได้ขึ้นเครื่อง Darwa ใช้ความสามารถจัดการไม่ให้คนมาแซงเรา ทำให้เราโหลดกระเป๋าได้เรียบร้อย เราบอกลา Darwa และเขียนแบงค์ไทยให้ Darwa ไปเป็นที่ระลึก รู้สึกเศร้าเล็กน้อยที่ต้องบอกลา หลังจากนั้น ความตื่นเต้นยังไม่หมด แถว Security แยกเป็นผู้หญิงกับผู้ชาย แถวผู้ชายจะยาวกว่า ทำให้เราหลุดเข้าไปได้ก่อน พอเข้าไปก็ต้องรอลุ้นว่าคนที่มาด้วยจะผ่านด่านตามมาได้ทันขึ้นเครื่องรึเปล่า เพราะระหว่างที่รอจะมีเจ้าหน้ามาตรงที่ต่อแถวด้านหน้าแล้วตะโกน โวยวายตลอด ว่า มีใครเลขไฟลท์นี้มั๊ย ถ้ามีให้แซงมาเลย เพราะเครื่องกำลังจะออกแล้ว กลัวตกเครื่องมากเพราะตอนเจ้าหน้าที่พูดเลขไฟลท์ เราฟังไม่ค่อยจะออก แต่ก็โชคดีที่โผล่มาได้ทัน เราสองคนได้ขึ้นเครื่องตรงตามเวลา มองกลับหลังมาเห็น Darwa กำลังรับลูกทัวร์กลุ่มถัดไปทันที  เครื่องบินบินออกจากรันเวย์อันแสนสั้น หลุดจากรันเวย์ไปก็เป็นหุบเขาแล้วน่าหวาดเสียวสุดๆ สุดปลายรันเวย์เครื่องบินพุ่งขึ้นฟ้า มุ่งหน้าตรงสู่กาฐมาณฑุ ถือเป็นการโบกมือลาความทรงจำในเทือกเขาหิมาลัย

5,364 m. เหนือระดับน้ำทะเล – 2

Day 5 Namche Bazaar to Tengbongche

เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศยังคงสดใส เหมือนทุกวัน เรามุ่งหน้าเดินทางสู่ Tengboche ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กม. โดยวันนี้ความสูงจะเพิ่ม 430 เมตร ไปสู่ระดับความสูงที่ 3,870 เมตร การเดินยังคงเหมือนเดิมทุกวันกลุ่มนำหน้า ก็จะนำไปหยุดรอเราเป็นระยะๆ โดยกลุ่มเดินนำหน้าจะมีผู้ช่วยไกด์ชาวเชอร์ปาชื่อ Citra ซึ่งเป็นคนที่ดูแข็งแรง และไม่มีอะไรทำร้ายได้ ทุกวัน Citra จะออกเดินด้วยการใส่เสื้อยืดแขนยาวหนึ่งตัว หมวกหนึ่งใบ สะพายเป้ใบเล็ก มือข้างนึงจะถือกระติกน้ำเล็กๆอันนึง Citra เดินไปเรื่อยๆแต่เดินเร็วมาก และไม่เคยมีสีหน้ารู้สึกเหนื่อย ต่างกับ Sabine ซึ่งเป็นหัวหน้าไกด์ของกลุ่มนั้น ที่ทั้งอ้วน และดูเหนื่อยตลอดเวลา Sabine จะมาเดินอยู่กับกลุ่มเราที่รั้งท้ายอยู่เสมอ ทางเดินวันนี้ในช่วงแรกยังไม่ค่อยขึ้นที่สูงมาก และเดินผ่านแม่น้ำอยู่ช่วงนึง ระหว่างทางก็จะเจอกับเหล่าลูกหาบทั้งคนและจามรี จามรีคนที่นี่จะเรียกว่า Yak กับ Nak Yak เป็นจามรีตัวผู้ และ Nak เป็นจามรีตัวเมีย เมื่อไหร่ที่ฝูงจามรีเดินผ่าน ก็จะต้องเป็นหน้าที่ของคนที่ต้องคอยหลบให้ โดยคนดูแลจามรีจะใช้วิธีผิวปาก ตะโกน กับเอาเศษหินขว้างเพื่อบังคับทิศทางจามรีของตัวเอง Darwa เล่าให้ฟังว่าในพื้นที่สูงม้าจะไม่สามารถแบกของขึ้นมาได้ จะมีแต่จามรีเท่านั้นที่สามารถแบกของขึ้นมา ระหว่างทางพวกเราก็เดินผ่านร้านเบเกอร์รี่ ซึ่งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของทุกคน บางคนแวะซื้อขนมปัง บางคนซื้อคุกกี้กินกันอย่างสนุกสนาน หลังจากนั้นเราแวะกินอาหารกลางวันที่ร้านระหว่างทาง ครั้งนี้คนแน่นเต็มร้านไปหมด จนไม่มีพื้นที่ให้นั่งภายในร้าน เราเลยต้องออกมานั่งตากแดดกันข้างนอก มื้อกลางวัน วันนี้สั่งก๋วยเตี๋ยวผัดกับสปาเก็ตตี้ พอกินเสร็จพวกเราก็เดินกันต่อ ทางเดินเริ่มมีความโหดร้าย มีทางชันที่ต้องเดินขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่เจอทางชัน จะรู้สึกเหนื่อยและหมดแรงมาก โชคดีอีกอย่างของวันนี้คือ ประจำเดือนมา เซ็งสุดๆ แค่คิดว่าจะต้องอีดอัดไปอีกหลายวัน

เราเดินกันมาจนถึง Tengboche monastery แวะเข้าไปภายในวัด กลุ่มพวกเรานั่งลงกันอยู่เงียบๆภายในวัดอยู่พักใหญ่ เกิดความรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก พอเดินออกมา พวกเราเจอร้านเบเกอร์รี่ ขนมที่นี่หน้าตาน่ากินเหมือนเดิม คนที่นี่น่าจะมีสกิลการทำขนมกันมาก ขนมถึงดูน่ากินทุกร้ายเลย เดินต่อจากร้านเบเกอร์รี่แป๊บเดียวก็ถึงที่พัก ตอนแรก Darwa บอกว่าที่พักนี้มีห้องน้ำในตัวด้วย ถ้าจ่ายเพิ่ม เรากับคุณหนูตกลงกันว่าจะเสียตังเพิ่มแต่ปรากฎว่าห้องเต็ม พวกเราเลยอด เรากับคุณหนูดูมีความต้องการที่คล้ายกันในหลายๆเรื่อง ทุกเย็นเมื่อถึงที่พักเรากับคุณหนูจะต้องหาที่ซื้อน้ำเปล่าหลายๆขวดเหมือนกัน ระหว่างเดินพวกเราก็จะพูดถึงว่าถ้าไปถึง EBC แล้ว อยากนั่งเฮลิคอปเตอร์กลับลงมา จริงๆคุณหนูเค้ามีเหตุผลของเค้า เพราะเค้ามีปัญหาที่หลัง ทริปนี้เป็นทริปผจญภัยครั้งสุดท้ายของเค้าก่อนไปรักษาตัว ส่วนตัวเราตั้งแต่เรื่มปวดหัวก็เริ่มเกิดความกลัวว่าจะอยู่ได้ตลอดรอดฝั่งรึป่าว เลยมีการแอบคิดถึงเฮลิคอปเตอร์อยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ ต้องบอกก่อนว่าถ้าไม่ได้เจ็บป่วยแบบจริงๆจัง เรียกเฮลิคอปเตอร์มาจะต้องเสียตังเพิ่มเองไม่สามารถเบิกประกันได้นะ วันนี้เราก็ต้องเสียเงินอาบน้ำอีกครั้ง เพราะเราประจำเดือนมา เลยรู้สึกว่าต้องการทำความสะอาด เราเสียเงินอาบน้ำจนถึงที่ Dingboche เพราะ Darwa บอกว่า หลังจาก Dingboche แล้วไม่ให้อาบแล้ว และก็เหมือนทุกๆวัน เรากินข้าวเย็น นั่งคุยเล่นกัน แล้วเข้านอน

Day 6 Tengbongche to Dingboche

วันนี้ตื่นเช้า มีน้องหมามารอรับอยู่หน้าบ้าน พวกเราแต่งตัว พร้อมเดินระยะทาง 11 กม. สู่ Dingboche ที่ระดับความสูง 4,400 เมตร เราเริ่มมีอาการปวดหัวเพิ่มมากขึ้น และอาการปวดหัวเริ่มย้ายไปด้านหลัง ซึ่ง Darwa บอกว่าต้องคอยสังเกตอาการดู เพราะการปวดหัวด้านหลัง ถือเป็นเรื่องไม่ค่อยปกติแล้ว แต่เราก็ยังไม่มีอาการอย่างอื่น ทางวันนี้ที่เดินในช่วงเช้า ไม่ค่อยเหนื่อยมาก อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีทางชัน เดินเลียบๆผ่านแม่น้ำ Imja Khol ระหว่างทางมีสถูป ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแปลกตา คือเหมือนเจดีย์สีขาวๆแล้วมีดวงตาเขียนอยู่ Darwa บอกเราว่าเป็น Buddha’s Eyes ที่คอยมองลงมา เพื่อปกป้องผู้เดินทาง ทางจะมีขึ้นๆลงๆอยู่บ้าง วันนี้ลมค่อนข้างแรง โดยเฉพาะตอนที่เดินสูงขึ้นจากแม่น้ำ เราแวะพักกินอาหารกลางวันระหว่างทางที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง เราสั่งข้าวแกงกะหรี่กับมักกะโรนีมากินกัน

ในช่วงบ่ายเราเดินทางต่อ ทางค่อนข้างลำบาก เพราะเริ่มไต่ระดับเพื่อขึ้นไปสู่ Dingboche ทางเดินค่อนข้างแห้งแล้ง ดูเป็นหินๆ และลมแรง เราเดินไปเรื่อยๆ ก็มองเห็นตัวเมือง Dingboche อยู่ด้านหน้า พอเดินเข้าใกล้เมืองเรื่อยๆก็จะผ่านสถูปสีขาวที่ตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่า เราเข้าที่พักเพื่อเก็บของ และเดินออกมาเจอกับไอ้เท่และไอ้พูดไม่รู้เรื่องที่กำลังจะไปกินที่ร้าน French Bakery ที่พวกเราเห็นตั้งแต่ตอนเดินเข้าเมืองมา ตอนนี้ลมแรงมาก พัดอย่างรุนแรงสุดๆ ฝุ่นที่เยอะอยู่แล้วในทุกๆวัน วันนี้ดูเหมือนจะเยอะเป็นพิเศษ ทุกๆวันเราจะเอาทิชชู่เปียกเช็ดหน้า ขนาดเราใส่ Buff กันเกือบตลอดเวลา ต้องใช้ทิชชู่เปียกเช็ดประมาณวันละ 4 แผ่น หน้าถึงจะสะอาดไร้ฝุ่น ที่ร้าน French Bakery มีตัวเลือกให้เลือกมากมาย ขนมร้านนี้ทำอร่อย เรานั่งกินและคุยเล่นกับ 2 คนนั้น ระหว่างนี้ คนอื่นๆส่วนใหญ่ในกลุ่มจะไปดูหนังเรื่อง Everest ซึ่งจะมีรอบฉายประมาณ 3 โมงของทุกวัน

หลังจากกินเสร็จ เราไปนั่งนอนเล่นอยู่บนห้องนอน จนถึงเวลาอาหารเย็น วันนี้สั่งปอเปี๊ยะทอดกับเบอร์เกอร์ผักมาเป็นอาหารเย็น หลังกินข้าวเสร็จ เรามีนัดกับเหมันต์และไอ้พูดไม่รู้เรื่องไปถ่ายรูปดาวตอนกลางคืน สองคนนี้เป็นตากล้องแบบจริงจัง ซึ่งต่างจากเรา 2 คนที่เป็นมือสมัครเล่น ครั้งนี้เป็นการถ่ายรูปดาวครั้งแรกของพวกเรา เรามีการจดวิธีตั้งค่ากล้องมาแล้วบ้าง และก็มีให้ 2 คนน้้นช่วยดู ตอนพวกเราถ่ายติดดาว รู้สึกตื่นเต้น และคิดว่ามันสวยมากๆ แต่เหมันต์มาดู พร้อมกับซูมเข้ามาใกล้ๆ แล้วบอกพวกเราว่าใช้ไม่ได้ ดาวเบลอ เพราะหลุดโฟกัส เราก็ไม่รู้เรื่องหรอก พยายามถ่ายใหม่อีกหลายครั้ง พอซูมดูก็ยังหลุดโฟกัสอยู่ พวกเราถ่ายกันอยู่พักใหญ่ จนเริ่มรู้สึกหนาวจนจะป่วย เลยขอตัวเข้ามาหลบในที่พักก่อน ปล่อย 2 คนนั้นถ่ายกันต่อไป พอเอารูปกลับเข้ามาดูในห้อง เราสองคนก็รู้สึกพอใจแล้ว รูปอาจจะไม่สวยสำหรับโปรเฟสชั่นนอล แต่ก็สวยพอสำหรับเรา 2 คน วันนี้อาการปวดหัวด้านหลังของเรายังคงอยู่ ส่วนอีกคนไม่เป็นอะไรเลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็นอนหลับไป

Day 7 Dingboche Acclimatization Day

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ไม่ต้องแพ็คกระเป๋า เพราะเป็นวันพักปรับตัวให้ชินกับความสูงที่ระดับ 4,400 เมตร เริ่มมื้อเช้าวันนี้ด้วยแพนเค้กแสนอร่อย อาการปวดหัวยังคงอยู่ไม่หาย Darwa คอยมาถามอาการอยู่เรื่อยๆ Darwa เห็นยังกินอาหารได้ปกติ ก็บอกว่าไม่น่าจะเป็นอะไร ตอนนี้สภาพทุกคนในทริปยังดูปกติดีไม่มีใครเป็นอะไร มีแค่สปีดในการเดินของบางคนที่เริ่มตกลงบ้าง ปวกเปียกย้ายจากกลุ่มผู้นำมาอยู่กลับกลุ่มคนเดินช้าอย่างพวกเรา วันนี้การเดินเป็นการออกเดินในช่วงเช้าแค่สั้นๆ ไปชมวิวยอดเขาหลายยอดเขาที่ยังคงจำชื่อไม่ได้อยู่ดี เดินได้ไม่เท่าไหร่ก็กลับมากินข้าวเที่ยงที่ที่พัก มื้อนี้สั่งข้าวแกงกะหรี่กับสปาเก็ตตี้มากิน หลังจากนั้น ก็เป็นเวลาพักผ่อน เราสองคนตัดสินใจเดินไปที่ French Bakery อีกครั้ง ด้วยความที่ติดใจในรสชาติ ขาไปลมยังคงแรงมากอยู่เหมือนเดิม อาจเป็นเพราะที่ Dingboche ดูเป็นที่ราบๆ ลมเลยอาจพัดมาได้เต็มที่ สุดท้ายลมสุดแรง ก็สร้างปัญหา พัดฝุ่นเข้าตาคนที่มาด้วยเรียบร้อย ใช้เวลาอยู่นาน ตอนแรกเอาน้ำดื่มในขวดมาล้าง แต่ก็ไม่ดีขึ้น ก็เลยไปขอเค้าล้างที่ครัวด้วยความเกรงใจ เพราะเข้าใจว่าน้ำข้างบนนี้น่าจะราคาแพง แต่ฝุ่นก็ยังไม่ยอมออก ทำให้เจ็บตามาก พอกินเสร็จเลยรีบกลับที่พัก พยายามล้างตาต่อไป จนสุดท้ายก็ต้องนอนพักไป เพราะเจ็บตามาก หลังจากพักแล้วตื่นมาล้างตาอีก ก็โชคดีที่ฝุ่นยอมออกจากตาไปได้ นั่งๆนอนๆไม่เท่าไหร่ ก็ถึงเวลาอาหารเย็น เย็นนี้สั่งพิซซ่ากับข้าวผัดมากิน พอกินเสร็จก็รีบขึ้นห้องเพราะอาการปวดหัวเริ่มเป็นมากขึ้น อากาศในห้องหนาวเย็นมากจนรู้สึกทรมาน ตอนนี้ใส่ชุดแบบเต็มยศ ทุก Layer ที่มีถูกใส่หมด แล้วก็ต้องเข้าไปนั่งอยู่ในถุงนอน ตอนนี้ต้องพยายามสะกดจิตตัวเองไม่ให้ปวดฉี่ เพราะการลุกไปเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งจะเป็นความทรมานอย่างมาก วันนี้เป็นวันที่เริ่มตัดสินใจเพิ่ม Dose Diamox เป็นกินหนึ่งเม็ดทุก 12 ชั่วโมง เพราะอาการปวดหัวเริ่มเป็นค่อนข้างหนัก Darwa แนะนำว่าไม่ควรกินยาแก้ปวด เพราะจะไปกดอาการและทำให้เราไม่รู้ตัวว่าเป็นหนักแล้วรึยัง ความปวดหัวเริ่มสร้างความกังวลใจ เพราะว่ากลัวจะเป็นหนักขึ้น และไปไม่ถึง เขียนไปถามเพื่อนที่เป็นหมอฟัน ที่เคยมาเทร็คก่อนหน้าว่ามีอาการแบบนี้มั๊ย เพื่อนก็บอกว่ามีอาการเฉพาะตอนขึ้นยอด Island Peak อาการไม่เหมือนกัน แต่เพื่อนบอกว่าแกนสมองอาจจะเริ่มบวม ฟังเสร็จก็รู้สึกหนักใจ แต่ก็พยายามรักษาตัวให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ วันนี้ก็กินน้ำไปเกือบ 4 ลิตร จากทุกวันที่กินประมาณ 2-3 ลิตร นอนหลับไปพร้อมกับหวังว่าร่างกายจะไหวจนถึงจุดหมาย


Day 8 Dingboche to Lobuche

วันนี้ยังคงตื่นมาพร้อมกับความปวดหัว อาหารมื้อเช้าเลือกแพนเค้กเหมือนเดิม เพราะติดใจในความอร่อย ท้องฟ้า ยังคงสดใสเหมือนทุกวัน วันนี้อากาศค่อนข้างเย็น แดดและลมแรง พวกเราแต่งตัวเต็มยศตลอด แม้ว่าจะเดินไปมา ก็ไม่ได้ถอดเสื้อออกเลย Darwa เข้ามาเช็คอาการเหมือนทุกวัน Darwa บอกให้เราเดินช้าลง และไม่จำเป็นต้องพยายามเดินให้ทันตามกลุ่มผู้นำ จริงๆการเดินกับกลุ่มผู้นำ นี่ก็เหมือนมีความกดดันให้เราเดินเร็วขึ้นเหมือนกัน คือทุกๆวันพอเริ่มเดิม กลุ่มผู้นำจะค่อนข้างทิ้งห่างจากพวกเราประมาณ 500 เมตรหรือมากกว่านั้น กลุ่มผู้นำนี่จะเดิน แล้วก็มีหยุดพักบ้าง ซึ่งพอพวกเค้าหยุดพัก ก็จะเป็นตอนที่พวกเราเดินตามทัน พอพวกเราเดินตามทันไปถึง เค้าก็จะลุกเดินต่อ ทำให้บางทีเรารู้สึกว่าเราต้องรีบพัก รีบเดินตามให้ทัน จริงๆเราสองคนก็คุยกันอยู่ว่า ไม่รู้จะรีบเดินทำไม เพราะทุกวันพวกเราจะไปถึงที่พักค่อนข้างเร็ว ประมาณบ่าย 2 บ่าย 3 พอถึงจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรให้ทำ ก็ได้แต่หนังอ่านหนังสือ คุยเล่นกัน รอให้ถึงเวลาอาหารเย็น พอเริ่มออกเดิน กลุ่มผู้ตามก็มีสมาชิกเพิ่มมาอีกสองคนคือ Marcus กับ Aisha วันนี้กลุ่มผู้นำก็ดูลดสปีดฝีเท้าลง มีการหยุดถ่ายรูปบ้าง จากเดิมที่ไม่เคยหยุดถ่ายรูปเลย วันนี้อาการของทุกคนก็ยังดูดี ดูเป็นปกติ ยกเว้น Aisha ที่ดูเหนื่อยกว่าทุกวัน

เส้นทางวันนี้ระยะทางประมาณ 11 กม. เดินขึ้นสู่ระดับความสูงที่ 4,900 เมตร ระหว่างทางจะเห็นวิวภูเขาอยู่รอบทิศทาง เราสองคงยังคงบอกไม่ได้อยู่ดีว่ายอดไหนชื่ออะไร จำได้แต่ชื่อเช่น Pumori Lobuche Nuptse

ทางเดินค่อนข้างเป็นหินเยอะตลอดทาง รู้สึกนึกขอบคุณคนที่คิดเทรคกิ้งบูทมาเลย คือเดินยังไงก็ไม่พลิก เตะก้อนหินยังไงก็ไม่เจ็บ ทางเดินไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงจุดสูงสุดของ Dughla Pass ที่นี่จะเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงคนที่เสียชีวิตระหว่างพยายามขึ้นสู่ยอดเขา Everest

เดินอยู่ไม่นาน เราก็ถึง Lobuche เร็วกว่าที่คิดเอาไว้ ที่พักวันนี้ชื่อ Oxygen Altitude เป็นที่พักที่ดีที่สุดตั้งแต่ที่เราพักมา สะอาดสะอ้าน อันนี้คือพูดถึงห้องน้ำเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาอุปสรรคอาจจะเป็นห้องน้ำ ตอนกลางคืนทุกที่พักที่เราไปจะเหมืิอนมีน้ำไม่พอ เพราะกลางคืนน้ำจะแข็ง ไม่สามารถออกจากท่อได้ ที่พักเค้าจะมีการยกถังน้ำมาตั้งให้ เพื่อให้มีน้ำราด แต่บางที่พอคนเยอะๆน้ำก็จะไม่พอ ดังนั้นพอตอนดึกๆถ้าออกไปเข้าห้องน้ำ ก็อาจจะพบเจอกับภาพไม่น่ามองได้ แต่ที่นี้ ถึงแม้จะอยู่สูง แต่เหมือนเจ้าของเค้าเตรียมน้ำไว้หลายถังทำให้น้ำพอราด ถึงแม้กลางคืนน้ำจะกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ก็ยังมีส่วนที่เป็นน้ำพอตักราดได้อยู่บ้าง ตอนที่เราเพิ่งมาถึงเราสั่งป็อปคอร์นมากินด้วย เป็นเมนูที่เพิ่งเคยเห็น ตั้งแต่ขึ้นมา ทุกคนตื่นเต้นมาแย่งกินกันใหญ่

วันนี้ตกกลางคืน เรายังมีแรงเหลือ มองออกไปด้านนอกหน้าต่างเห็นดาวเต็มท้องฟ้า เลยพยายามถ่ายรูปจากในห้องนอนออกไปข้างนอก รูปที่ได้ดาวก็ยังคงหลุดโฟกัสเหมือนเดิม พอถ่ายเสร็จก็เข้านอนไปพร้อมกับความปวดหัว

5,364 m. เหนือระดับน้ำทะเล – 1

ทริปนี้ถือเป็นทริปที่มีการเตรียมตัวอย่างยาวนาน พอหลังกลับจาก ทริป Kinabalu ก็รู้สึกติดใจ อยากไปเทรคกิ้งอีก เลยมาคิดกันว่าจะไปไหนดี เลยมาจบที่ Everest Base Camp แค่เพียงเพราะเราสองคนเห็นว่ามันมีคำว่า Everest แล้วมันดูยิ่งใหญ่ดี ประกอบกับช่วงนั้นได้ดูหนังเรื่อง Everest จึงเกิดความฮีกเหิม อยากไปเลียนแบบในหนังบ้าง (หนังเค้าไปยอด แต่เราไปแค่เบสนะ)

การหาข้อมูลเริ่มขึ้นประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2016 ครั้งนี้ไป Search หาชื่อ Tour Operator จาก Trip Advisor มีหลายเจ้ามาก แต่ละเจ้าก็ได้รีวิวดีๆหมดเลย ก็เลยเลือกมา 3-4 เจ้า โดยดูจากความสวยงามของเว็บไซต์เป็นหลัก จากนั้นเขียนไปถามรายละเอียด ราคาและอื่นๆ สุดท้ายมาลงเอยกับ Himalayan Wonders เพราะเป็นเจ้าที่ตอบมาเร็วที่สุด คือพอดีว่าในช่วงนั้นที่เขียนถามไป เป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมที่มีเทศกาล Tihar ซึ่งเป็นวันหยุดของคนเนปาล เลยไม่มีคนเนปาลคนไหนตอบเมลเรากลับมา มีแต่ David เจ้าของ Himalyan Wonder ที่เป็นคนอเมริกาตอบเมลเรามาแบบรวดเร็ว และให้ข้อมูลครบถ้วน เจ้าอื่นๆตอนหลังที่ตอบกลับมาก็ไม่มีใครละเอียดเท่า ในแง่ของราคา แต่ละเจ้าก็ต่างกันบ้าง มีตั้งแต่ประมาณ USD900 – USD1,400 จริงๆตอนแรกอยากไปของ Adventure Consultants เพราะเป็นทัวร์เดียวกับที่อยู่ในหนัง แต่พอเป็นเห็นราคาแล้วก็ช็อค แพงกว่ากันเกินเท่าตัว เลยบ้ายบายไป

เราคุยกับ David มาเรื่อยๆ โดยยังไม่ตกลงว่าจะไป เพราะว่าติดปัญหาเรื่องวันลาหยุด ระหว่างนั้นด้วยความที่อยากไปมาก และตั้งใจว่าจะไปให้ได้ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เราก็เลยเริ่มเตรียมตัวเอาไว้ก่อนล่วงหน้าด้วยการเริ่มช้อปปิ้ง เราทยอยซื้อของมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่สั่งซื้อจากเว็บที่อเมริกา ด้วยความที่มีลดราคาต่างๆมากมาย ทำให้ของที่เราซื้อราคาถูกกว่าในไทยหลายเท่าตัว โดยเราจะเน้นซื้อของที่ถูก กับฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์เรื่องความเบากับความอบอุ่น แต่เรื่องความสวยงาม นี่ ไม่ได้ดั่งใจเลย โดยเรามีทั้งไปเอาของกลับมาเอง และฝากคนเอากลับมาหลายรอบ (ต้องขอขอบคุณทุกคน ที่ให้การสนับสนุนในการแบกของของเราสองคนกลับมา) โดยครั้งนี้เราซื้อของใหม่เพียบตั้งแต่ Headlamp ยันถุงเท้า หมดเงินรวมสองคนไปกว่าหกหลัก


Himalayan Wonders

ในที่สุด ความฝันก็เริ่มเป็นจริง หลังจากซื้อของรอมานาน ใครจะไปคิดว่าทริปที่ต้องหยุด 10 กว่าวันจะเกิดขึ้นได้ คนนึงเป็นพนักงานออฟฟิศ คนนึงทำธุรกิจของตัวเองที่ไม่มีวันหยุด สุดท้ายด้วยความพยายาม คนที่ทำของตัวเอง ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นคนริเริ่มอยากไป รีบทำของเตรียมส่งไว้ก่อนล่วงหน้า ทำล่วงเวลาตลอด 2 เดือนไม่ได้หยุด จนงานเสร็จ พร้อมหยุดงาน พอได้คำตกลงว่าไปได้ พนักงานประจำอย่างเราก็ดีใจแทบแย่ แต่อุปสรรคก็ยังมี เพราะงานประจำที่ทำ ไม่ได้จะขอลาหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องรอดูโปรเจ็คว่าจะจบช่วงไหน สุดท้ายกว่าจะรู้ก็คือตอนต้นเดือนมีนาคม ที่เราเริ่มจ่ายเงินจองทุกอย่างเพื่อที่จะเดินทางในช่วงเดือนเมษายน ด้วยความกระชั้นชิดทำให้เราสองคนต้องจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินด้วยราคาแสนแพง คือ ไปกลับคนละ 25,390 บาท (ทั้งๆที่ถ้าจองก่อนล่วงหน้า จะตกอยู่คนละประมาณหมื่นต้นๆเอง) และในส่วนของทัวร์ เราก็ตกลงจองทัวร์กับ David ในราคาคนละ USD1,199 โดย David ให้วางเงินมัดจำคนละ USD325 และส่วนที่เหลือให้ไปจ่ายที่นู้น นอกจากนี้ มีค่าซื้อประกันอุบัติเหตุจาก Worldnomads.com ซึ่งรวม Helicopter rescue ตามที่ David แนะนำ ในราคาคนละ USD60.85

ก่อนไป 2 อาทิตย์เราก็เริ่มจัดของตาม Packing List ที่ David แนะนำ และบวกของต่างๆเพิ่มเติมตามที่อ่านมาจาก Pantip และ Blog อื่นๆ อีกเพียบ รวมไปถึงตามคำแนะนำของเพื่อนของเราที่ไปก่อนหน้า ผู้ซึ่งอภินันทนาการกระเป๋า Duffle Bag มาให้ยืมในทริปนี้อีก ต้องขอขอบคุณจริงๆ นอกจากนี้ ยังต้องขอขอบคุณเพจ ลุงหมอ Trekker ที่ให้คำแนะนำเรื่องการจัดยา และให้คำปรึกษาเรื่องอาการ AMS ในระหว่างที่อยู่บนเขาด้วย

เราสองคนตัดสินใจทำวีซ่าที่สถานทูตเนปาลก่อนไป โดยมีค่าทำวีซ่าคนละ 900 บาท ซึ่งการทำวีซ่านั้นแสนง่ายได้ สามารถให้ Messenger ไปยื่นและรับเอกสารได้โดยตัวเราไม่ต้องไป และใช้เวลาเพียงแค่ 1 วันก็เรียบร้อย ทั้งนี้ ก่อนไปเราไปแลกเงิน USD ติดตัวกันไปคนละ USD2,000 เพราะในไทยยังไม่มีให้แลกเงินเป็น Nepalese Rupee โดย USD2,000 นี้ เราเตรียมไปสำหรับจ่ายเงินค่าทัวร์ ทิปสำหรับไกด์และลูกหาบ และค่าใช้จ่ายประจำวันบนเขา โดยค่าใช้จ่ายบนเขาที่ต้องมีแน่ๆสำหรับเราทุกวันคือ
– ค่าน้ำเปล่า โดยเราซื้อน้ำขวดทุกวัน คนละ 3 ขวด ราคาตามความสูง เริ่มตั้งแต่ 30 บาท ไปจนถึง 120 บาท
– ค่าชาร์จแบต มี 2 แบบ เป็นชั่วโมงชั่วโมงละ 70 บาท กับแบบ Unlimited ครั้งละ 170 บาท
– ค่า Wifi โดยแต่ละที่พักจะมีขาย Wifi Card ของ Everest Link 200MB ประมาณ 170 บาท
– ค่าอาบน้ำอุ่น ตกครั้งละประมาณ 170 บาท ซึ่งอันนี้เราไม่ได้อาบทุกวัน

Day 1 Bangkok to Kathmandu

ในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง วันเริ่มเดินทางของเรา เช้าวันที่ 1 เมษายน เราเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยครั้งนี้กินอาหารเช้าเติมพลังกันที่เลานจ์ของการบินไทย และรอขึ้นเที่ยวบิน TG319 ซึ่งเป็นเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯถึงกาฐมาณฑุ

ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง เราก็เดินทางถึงสนามบินตริภูวัน ซึ่งตอนนั้นตรงกับเวลาประมาณเที่ยงครึ่งของที่นั่น บรรยากาศของสนามบินมีความวุ่นวายเล็กๆ เนื่องจากเป็นสนามบินไม่ใหญ่ ประมาณสนามบินต่างจังหวัดบ้านเรา แต่มีคนเยอะ การทำงานของต.ม.นั้นรวดเร็วใช้เวลาไม่นาน แต่มารอนานหน่อยตรงที่รอกระเป๋า

เมื่อเดินออกจากสนามบิน นี่ตกใจมาก คนมายื่นรอรับลูกทัวร์ตัวเองนี่น่าจะเป็นร้อยคนได้ ถือป้ายกันเต็มไปหมด ตอนนี้ต้องใช้ความสายตาดี ประหนึ่งเล่นเกมส์จับผิด หาชื่อทัวร์ของตัวเองให้เจอ มองหาอยู่ไม่นานเราก็เจอเจ้าหน้าที่ทัวร์ของ Himalayan Wonders ซึ่งพาเราเดินไปขึ้นรถตู้เล็กที่เตรียมไว้พาพวกเราไปส่งที่โรงแรมย่าน Thamel  ระหว่างทางไปโรงแรมค่อนข้างตื่นตาตื่นใจกับ 2 ข้างทาง ตอนก่อนมาไม่ได้มีภาพของเนปาลไว้ในหัวเลย คือตอนหาข้อมูล ดูแต่เรื่องบนเขา ไม่มีข้อมูลเรื่องตัวเมืองมาเลย ถนนหนทางในกาฐมาณฑุนี่ค่อนข้างวุ่นวาย ถนนเต็มไปด้วยรถ และผู้คนเดินไปมาสองข้างทาง ถนนที่ผ่านนี่ ไม่เห็นเส้นแบ่งถนนเลย รถขับกันไปมาตามใจชอบ พร้อมส่งเสียงบีบแตรค่อนข้างหนวกหู

ถนนหนทางที่นี่ค่อนข้างขรุขระ เราสองคนนั่งโยกไปโยกมาอยู่ในรถสักพักนึงก็ถึงโรงแรมของเราชื่อ Pilgrim Hotel เป็นโรงแรมเล็กๆ ค่อนข้างเก่า ความสะอาดระดับกลางๆ พออยู่ได้ เราสองคนเก็บกระเป๋าเสร็จ ก็ลงมาจ่ายเงินค่าทัวร์ และแลกเงินเนปาลกับทางทัวร์ ซึ่งเมื่อลองเทียบดูแล้วก็ถือว่าได้เรทดีกว่าแลกกับร้านด้านนอก เมื่อจัดการเรื่องเรียบร้อย ทางทัวร์นัดให้เรามาฟัง Brief เรื่องของวันรุ่งขึ้นประมาณ 1 ทุ่ม ทำให้เราเหลือเวลาที่จะเดินสำรวจรอบๆโรงแรม

ย่าน Thamel นี่ให้อารมณ์เหมือนข้าวสารบ้านเรา คือดูเป็นที่ของนักท่องเที่ยว มีโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของเต็มไปหมด ร้านขายของส่วนใหญ่ จะขายพวกเสื้อผ้า อุปกรณ์เดินเขา ซึ่งมียี่ห้อหลากหลายมาก และราคาถูก ทั้งนี้ จะเป็นของจริงรึป่าว ก็ต้องลองตัดสินกันเอาเอง นอกจากนี้ ก็มีพวกร้านขายของที่ระลึกที่คล้ายๆกันเต็มไปหมด ขายพวกผ้าท้องถิ่น รูปวาด Mandala โปสการ์ด เครื่องประดับ ร้านที่เราประทับใจกันมาก เห็นจะเป็นร้านมินิมาร์ทชื่อ Shop Right Supermarket เป็นร้านที่มีขายทั้งของกินของใช้ มีหลากหลายยี่ห้อ ครบครันมากๆ กับ Pilgrims Book House ร้านนี้มีขายหนังสือภาษาอังกฤษน่าสนใจหลายเล่ม บวกกับมีขายพวกของฝากน่ารักๆหลายแบบ

ระหว่างที่เราเดินสำรวจเราก็มีโอกาสได้ชิมอาหารข้างทางเล็กๆน้อยๆ ก่อนไปกินอาหารเย็น อันแรก คือ Chicken Wrap อันนี้เป็นอาหาร Middle East และอีกอันนึง คือ Momo อาหารท้องถิ่นของเนปาล อันนี้คือเป็นเหมือนเกี๊ยวบ้านเรา แต่ด้านในเป็นเนื้อควาย ระหว่างอยู่ในเนปาล เรามีโอกาสได้กิน Momo อีกหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนรสชาติเด็ดเท่าร้านนี้แล้ว ความเด็ดอยู่ที่ตัวน้ำจิ้ม แต่ตัวเนื้อควายนี่มันก็จะมีความเหนียวกว่าเนื้อวัวธรรมดาอยู่บ้าง

ในส่วนของอาหารเย็นวันนี้เราเลือกกินอาหารเนปาลที่ร้านชื่อ Thamel House ร้านนี้บรรยากาศดี บริการดี คนที่มากินเห็นแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ร้านนี้มีเมนูแบบเป็นคอร์สด้วยตกอยู่ประมาณคอร์สละ 350 บาท โดยจะมีเป็น Appetizer มาให้ 3 อย่างคือ มันทอด Momo ซุปถั่ว ในส่วนของจานหลักจะเป็นข้าวกับกับหลายๆอย่าง มีเป็น Dal อันนี้ดำๆทำจากถั่ว และก็มีเนื้อหลายอย่าง มีแกะ ไก่ หมูป่า และจานผักอีกสองอย่าง ตบท้ายด้วยของหวานเป็นโยเกิร์ต โดยกับข้าวนี่ทุกอย่างเติมได้ตลอดไม่อั้น และเราก็สั่งข้าวคล้ายๆข้าวผัดไก่มาเพิ่มอีกจาน อาหารรสชาติอร่อยถูกปากเราสองคนเลย ตอนท้ายหลังกินทุกอย่างเสร็จ ทางร้านจะเสริฟ์ Raksi เป็นเหล้าท้องถิ่นของคนเนปาลให้อีกด้วย

หลังจากอิ่มหนำสำราญ เราสองคนเดินกลับไปที่โรงแรมเพื่อไปฟัง Brief จากทัวร์ พร้อมกับทำความรู้จักผู้ร่วมทริป โดยเริ่มแรกในกลุ่มของเรามีทั้งหมด 8 คน คนอเมริกัน 2 คน คนอังกฤษ 3 คน และคนอินเดียอีก 1 คน แต่หลังจากวันนี้ เหลือคนที่ไปกับเราแค่ 2 คน คือคนอินเดียชื่อเหมันต์กับคนอังกฤษชื่่อ Nicola เพราะในวันรุ่งขึ้นก็เกิดเหตุทำให้คนที่เหลือไม่ได้มาร่วมเดินทางกับเราต่อ

ข่าวร้ายจากการฟัง Brief ในครั้งนี้ คือกระเป๋าของเราโดนจำกัดน้ำหนักให้เหลือคนละ 20 โล โดยทางทัวร์แจกกระเป๋า Duffle bag ให้คนละใบ พร้อมบอกว่าให้จัดของใส่กระเป๋าใบนี้ เพราะว่าจะสะดวกกับลูกหาบในการแบก กระเป๋าที่พวกเราเตรียมมาเป็น Duffle bag ใบใหญ่ใส่ของ 2 คนรวมกัน น้ำหนักประมาณเกือบ 50 โล ซึ่งเท่ากับว่าเรามีน้ำหนักเกินมาประมาณเกือบคนละ 5 โล เราจึงต้องมาเริ่มดูกันใหม่ว่าของอะไรที่เราไม่ต้องเอาไป ของที่เอาออกส่วนมากก็คือ ขนม พวกเราเตรียมขนมกันมาเยอะมาก สุดท้ายต้องตัดใจไม่เอาไปบางส่วนเพื่อให้มีพื้นที่พอ (เสียใจมาก โดยเฉพาะชีสบอลที่กินพื้นที่มาก) นอกจากนี้ เรายังต้องเช่าถุงนอนจากทางทัวร์เพิ่มด้วย ซึ่งถุงนอนนี่ก็กินพื้นที่ไปกว่า 1 ใน 3 ของกระเป๋าแล้ว จัดกระเป๋าอยู่พักใหญ่ ก็มานึกได้ว่าเราลืมเอาคอนแทคเลนส์มา กว่าจะนึกได้ก็ประมาณเกือบ 3 ทุ่ม เราสองคนพยายามออกไปตามหาร้านขายแว่น สุดท้ายก็มารู้ว่าร้านขายแว่นปิดหมดแล้ว (ทั้งนี้ มารู้ตอนหลังว่าถึงหาเจอก็ไม่ช่วยอะไร เพราะร้านที่นี่เค้าจะไม่มีคอนแทคเลนส์เก็บไว้เหมือนกับที่ไทย ถ้าจะเอาคือต้องสั่ง อย่างเร็วสุดเค้าก็จะไปรับของมาให้ได้ประมาณครึ่งวัน) หลังจากหมดหวัง ก็ต้องมานั่งทำใจว่า ต้องใส่แว่นตาตลอดการเดินทางแล้ว แอบนอยด์มาก เพราะรู้สึกว่ามันไม่คล่องตัว แถมใส่แว่นกันแดดก็ไม่ได้ แต่จะทำยังได้ มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อ

Day 2 Kathmandu to Lukla & Phakding

เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นมาตามที่ทัวร์นัดแนะ และนั่งรถไปที่สนามบินภายในประเทศ โดยทัวร์บอกว่าจะต้องไปรีบไปเพื่อไปให้ทันไฟล์ทแรกที่จะออก ด้วยความที่ก่อนเรามา เราเคยได้ยินกิตติศัพท์ไว้แล้วว่าเที่ยวบินระหว่างกาฐมาณฑุและ Lukla มีโอกาสที่จะ Delay ได้ตลอด เนื่องจากสนามบิน Lukla นี่ถือเป็นสนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก เพราะสนามบินนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงกว่า 2,860 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งมีสภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน ตามลักษณะอากาศบนที่สูง และมีอากาศค่อนข้างเบาบาง ประกอบกับรันเวย์ที่สั้นเพียง 527 เมตร ทำให้ต้องใช้ความชำนาญของนักบินเป็นอย่างสูงในการที่จะลงจอดและบินขึ้น โดยการ Delay หลักๆก็จะมาจากสภาพอากาศ เพราะถ้าอากาศและทัศนวิสัยไม่ดีจะไม่มีการบินเข้าออกจากสนามบิน Lukla เลย โดยตอนที่เราอยู่ที่ไทยก่อนบินมา เราได้ข่าวจากเพื่อนของเราว่าเครื่องบินไม่บินไปที่ Lukla 2-3 วันแล้ว เนื่องจากอากาศไม่ดี พอเราได้ยิน เราพยายามโทรเช็คจากที่ไทย โดยโทรหาทั้งที่สนามบินกาฐมาณฑุ สนามบิน Lukla และก็โทรไปที่สายการบินอีก 2-3 สายการบิน เผื่อว่าถ้าเรารู้ว่ามันบินไปไม่ได้แน่ จะได้จัดแจงเปลี่ยนตั๋ว แต่ความพยายามของเราก็ไม่เป็นผล การโทรของเราไม่เจอใครที่จะคุยกับเรารู้เรื่องและให้คำตอบกับเราได้ เราก็เลยต้องออกเดินทางตามแผนที่วางไว้

เมื่อมาถึงสนามบิน เราก็ต้องพบกับความวุ่นวาย คนที่สนามบินเยอะมาก แถวยาวเหยียด แถมแถวดูจะมั่วๆเล็กๆ คนที่มาส่งเราพยายามเรียกให้เราเดินไปข้างหน้า เราก็ได้แต่เดินตามไป ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นการแซงหน้าใครรึป่าว ยืนไปยืนมาด้วยความงง อยู่ๆคนของทัวร์เราก็เรียกแค่เราสองคน บอกว่าต้องขึ้นเครื่องแล้ว ดึงเราสองคนออกมาจากแถว ยัดตั๋วเครื่องบินใส่มือให้ แล้วก็บอกให้รีบเข้าไปข้างในเลย เครื่องบินกำลังจะออกแล้ว ด้วยความงง เราสองคนก็ได้แต่รีบๆเพราะกลัวจะตกเครื่อง สุดท้ายพอเข้ามาถึงตรงที่นั่งรอ กลับมาพบว่าเครื่องบินของเรายังไม่มา เราสองคนนั่งรออยู่อีกประมาณ 20 นาที เครื่องบินถึงจะมา ทั้งนี้ การจะขึ้นเครื่องบินที่นี่ก็ต้องใช้ Skill พอสมควร เพราะที่สนามบินนี่ไม่มีป้ายบอกที่ชัดเจน ไปถามเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็ตอบไม่ค่อยเหมือนกัน หลักๆคือต้องคอยดูสายการบินให้ดี แล้วเมื่อไหร่ที่มีการตะโกนเรียก ก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ที่แถวให้ถูกต้อง

เที่ยวบินนี้ ถือเป็นเที่ยวบินที่น่าตื่นเต้นมาก เนื่องจาก มีข้อมูลอยู่ในหัวแล้วว่าสนามบินที่เราจะลงมีความอันตรายยังไง ประกอบกับเครื่องบินที่บินก็เป็นเครื่องบินใบพัดเล็กขนาดแค่ประมาณ 20 ที่นั่ง สภาพดูจากทั้งภายใน ภายนอกก็ค่อนข้างเก่า เครื่องบินนี้จะเป็นแบบไม่ระบุที่นั่ง คือให้เลือกนั่งได้เองตามใจชอบ ตอนเราขึ้นไปที่นั่งทางด้านซ้ายได้ถูกนั่งเต็มหมดแล้ว เพราะเป็นที่นั่งฝั่งที่ทุกคนรู้ว่าจะได้เห็นวิวเขาเอเวอร์เรสต์ เราก็เลยได้นั่งฝั่งขวาแทน ก่อนเครื่องออก จะมีแอร์โฮสเตส 1 คน มาทำหน้าที่ถือตะกร้าแจกลูกอมให้กับทุกคน เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินที่เราได้ใกล้ชิดกับนักบินมาก โดยจากที่นั่งสามารถเห็นการทำงานของนักบินได้อย่างชัดเจนเลย ในระหว่างบิน ก็จะมีความน่ากลัวอยู่บ้างเป็นระยะๆ คือจะมีช่วงที่นักบินจะต้องบินวนอ้อมเขาไปมา ตัวเครื่องบินก็จะเอียงค่อนข้างมาก ประกอบกับมีการสั่น กับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังมาก แต่หลังจากที่เราได้พูดคุยกับคนอื่นในกลุ่ม ก็พบว่าเที่ยวบินของเราน่าจะราบรื่นสุด เพราะคนอื่นเจอฝนกับลูกเห็บตกระหว่างบิน

เที่ยวบินแห่งความตื่นเต้นกินเวลาประมาณ 40 นาที กัปตันก็ Landing และดับเครื่องอย่างรวดเร็ว เราสองคนก็มาถึงสนามบิน Lukla หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Tenzing-Hillary Airport ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นการเทรคกิ้งสู่ Everest Base Camp

โดยเมื่อมาถึงก็จะเจอภาพที่คุ้นตาเหมือนที่สนามบินตรีภูวัน คือเหล่าไกด์และลูกหาบมายืนรอรับลูกทัวร์ของตนเอง เรายืนเด๋อๆด๋าๆอยู่สักพักก็มีคนมาทักเราเองว่ามาจาก Himalayan Wonders ไม่รู้ว่าเค้ารู้ได้ยังไง นั่นถือเป็นการพบกันครั้งแรกของเรากับ Darwa ไกด์ประจำกลุ่มที่จะอยู่กับเราไปอีกตลอด 12 วัน

ตอนมาถึงที่ Lukla อากาศดีมากคือ ฟ้าใส แดดออก อากาศค่อนข้างเย็น Darwa พาเราไปนั่งพักที่ห้องอาหารของโรงแรมแห่งหนึ่ง เราก็เพิ่งรู้ตัวว่ากระเป๋าของเราไม่ได้มากับเราในเที่ยวบินเดียวกัน Darwa บอกว่าเดี๋ยวกระเป๋าจะตามมาในเที่ยวบินถัดไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเราต้องลุ้นว่าจะได้กระเป๋าของเรารึป่าว นอกจากนี้ เราก็เพิ่งรู้ว่าคนอื่นๆในกรุ๊ปของเราไม่ได้ตามมาในเที่ยวบินถัดไป เพราะเหมือนจะมีปัญหาที่ทำให้ทัวร์ของเราไม่สามารถหาที่นั่งให้ทุกคนพร้อมกันได้ ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายของเราสองคน เพราะเราสองคนเป็นแค่คนเดียวในกรุ๊ปที่มาถึงตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้า แต่เราต้องรอทุกคนทยอยมา ซึ่งกว่าจะมาและได้เริ่มเดินทางก็ประมาณบ่ายสองโมง หลังจากนั่งรอไปสักพัก Darwa ก็เอากระเป๋าของเรามาให้ อันนี้ คิดว่าเป็นความสามารถของไกด์ที่นี่เหมือนกัน เพราะเวลาเครื่องบินมาจอด จะมีรถเข็นมารับกระเป๋าออกจากเครื่องบิน แล้วไปกองๆเอาไว้ กระเป๋าจะมากับเที่ยวบินไหนก็ไม่รู้ และกระเป๋าเราก็ไม่ได้มากับสายการบินที่เราบินด้วย แต่ไกด์ก็มีความสามารถที่จะไปหากระเป๋าของเราเจอได้

ระหว่างที่เรารอ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เราก็มีโอกาสเดินเล่นใน Lukla โดยเราก็ไม่กล้าเดินไปไหนไกลมาก เพราะไม่รู้ว่าคนอื่นจะมาถึงเมื่อไร่ ในเมือง Lukla ก็จะมีโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของอยู่บ้างประปราย เราตัดสินใจซื้อ Rain cover กระเป๋าเป้ที่นี่ในราคา 200 บาท ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก เพราะเดินไปไม่เท่าไหร่ ฝนก็ลงเม็ด

เราเดินไปๆกลับๆ เพราะเป็นกังวลต้องคอยโผล่ไปดูที่โรงแรมว่าทุกคนมาถึงหรือยัง ประมาณเกือบ 10 โมง เหมันต์หนึ่งในผู้ร่วมทริปของเราก็โผล่มา หลังจากนั้นก็ได้แต่รอๆต่อไป เราก็ไม่มีอะไรทำ เดินไปเดินมา สุดท้ายใกล้เที่ยง Darwa ก็เอาเมนูมาให้เราสั่งอาหาร ลักษณะการสั่งอาหารที่นี่จะเหมือนกันทุกมื้อ คือทุกโรงแรมที่ไปอยู่จะมีเมนูให้เราเลือก เราจะเลือกสั่งอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง กับเครื่องดื่มอีกหนึ่งชนิด ซึ่งราคาจะรวมอยู่กับค่าทัวร์แล้ว แต่ถ้าจะสั่งอะไรกินมากกว่านี้ ก็ต้องจ่ายเพิ่ม เมนูอาหารก็จะค่อนข้างคล้ายกันในทุกๆที่ คือมีส่วนที่เป็นอาหารท้องถิ่น คือ Dal Bhat (เป็นข้าวกับซุปถั่ว) Momo แกงกะหรี่ อาหารฝรั่ง ก็จะมีสปาเก็ตตี้ พิซซ่า แพนเค้ก ขนมปัง ข้าวโอ๊ตต้ม มันฝรั่งอบ ไข่ประเภทต่างๆ เสต็กเนื้อจามรี (Yak) อาหารเอเชีย พวกเส้นหมี่ผัด ข้าวผัด แล้วก็มีพวกซุป พวกซุปเห็ด ซุปข้าวโพด ซุปกระเทียม เครื่องดื่มจะเป็นพวกชาร้อนต่างๆ กาแฟร้อน ชาดำ ชาขิง ชามะนาว ช็อคโกแล็ตร้อน

มือนี้เราเลือกกิน Dal Bhat และ Momo ระหว่างกิน Nicola ก็โผล่มาพร้อมกับคุณป้าชาวอังกฤษอีกหนึ่งคน และอีกสักพักคนอเมริกันก็โผล่มาอีกหนึ่งคน ตอนนี้ เป็นตอนที่ทำให้เรารู้ว่า เราสองคนโชคดีขนาดไหนที่ได้มาก่อนและมาพร้อมกัน เพราะว่าคุณป้าชาวอังกฤษที่มา จริงๆแกมากับเพื่อน แต่สุดท้ายเพื่อนแกก็ไม่ได้ที่นั่งบินมาด้วย คนอเมริกันที่มากับแฟนก็ต้องแยกกัน แฟนเค้ายังติดอยู่กับเพื่อนของคุณป้าที่กาฐมาณฑุอยู่เลย สุดท้ายตอนใกล้จะบ่าย 2 Darwa มาบอกเราว่า เค้าต้องอยู่รอคนอื่นอีก จะให้พวกเรา 5 คน เดินไปก่อนกับผู้ช่วยไกด์ แล้วเค้าจะตามไปเจอเราอีกทีตอนเย็น การเดินทางของเราจึงเริ่มขึ้น

จุดหมายของเราอยู่ที่เมือง Phakding ที่ห่างออกไปประมาณ 8 กม. โดยวันนี้เป็นวันที่เราไม่มีความกังวลใดๆเกี่ยวกับอาการ AMS เพราะเป็นวันที่เราเดินลดระดับต่ำลง เพื่อไปปรับตัว โดยเดินจากระดับความสูง 2,800 เมตร สู่ระดับความสูง 2,652 เมตร (AMS เป็นอาการที่เกิดขึ้น เมื่อร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อขึ้นที่สูง อากาศเบาบาง และอ๊อกซิเจนน้อย โดยจะแสดงอาการออกได้ 2 ส่วน คือ ส่วนสมอง อาการก็จะเป็นพวกปวดหัว มึนหัว ตาพร่า สมองบวมน้ำ อีกส่วนหนึ่งก็คือที่ปอด ก็จะเกิดภาวะปอดบวม หายใจลำบาก)

ที่เราสองคนมีความกังวลเกี่ยวกับอาการ AMS เนื่องจากตอนไป Mount Kinabalu พวกเรามีอาการหายใจลำบากตอนกลางคืนเล็กน้อย เลยเป็นกังวลว่าอาการจะเกิดขึ้นกับเราสองคนอีกรึป่าว โดยจากที่อ่านมาเค้าบอกว่าอาการ AMS นี่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่เกี่ยวกับว่าร่างกายแข็งแรงรึป่าว และถ้าเคยเป็นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอีก หรือคนที่ไม่เคยเป็นในที่นึงก็อาจจะเป็นเมื่อไปอีกที่ได้ การเตรียมตัวของเราคือ ก่อนมาเรากินกระเทียมอัดเม็ดมาล่วงหน้าก่อน 2 อาทิตย์ อันนี้เหมือนเป็นความเชื่อของคนท้องถิ่น เพราะกระเทียมจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ในส่วนของตัวเราเริ่มต้นกิน Diamox 250mg ครึ่งเม็ดทุก 12 ชั่วโมง ตั้งแต่มาถึง Lukla ส่วนผู้ร่วมทริป ยังไม่กิน เนื่องจากพี่สาวมีอาการแพ้ซัลฟา เลยกลัวว่าตัวเองจะแพ้ด้วยเลยยังไม่กิน ในส่วนของอาการข้างเคียงของการกิน Diamox เรามีอาการชาที่ปลายมือ ตั้งแต่เริ่มกินได้ 2-3 วัน หลังจากนั้นอาการชาก็ผลุบๆโผล่ๆ ส่วนเรื่องอาการฉี่บ่อยที่ทุกคนบอกว่าอาจเป็นได้ นี่คิดว่าไม่เป็น

ทางเดินสู่ Phakding เป็นทางเดินง่ายๆ ไม่ลำบากทางค่อนข้างเรียบ ไม่ค่อยมีทางชัน ตอนนี้ฟ้าเริ่มปิด อากาศไม่ค่อยมีแดด ฝนเริ่มโปรยปรายมาเป็นละอองเล็ก ระหว่างทางจะเจอ นักท่องเที่ยว ลูกหาบอยู่ตลอด มี Prayer wheel เป็นวงล้อ ที่ให้ไว้หมุนพร้อมอธิษฐาน มีหิน Mani ซึ่งเป็นหินแกะสลักบทสวดอยู่ระหว่างทางเรื่อยๆ การเดินของเรา ก็เป็นแบบตัวใครตัวมัน ไกด์จะคอยอยู่ปิดท้าย คนที่เดินช้าสุดให้ กรุ๊ปเราค่อนข้างจะเดินเร็ว เนื่องจากไม่ค่อยมีการหยุดแวะถ่ายรูประหว่างทาง ก็จะเดินไปเรื่อย ประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าก็มาถึงหน้าที่พัก


เมื่อมาถึงที่พัก ก็เกิดความประทับใจเลย คือไม่รู้มาก่อนว่าที่พักจะดีขนาดนี้ คือได้เป็นห้องนอนส่วนตัว แต่ยังไงก็ยังเป็นห้องน้ำรวมอยู่ดี ทั้งโรงแรมนี้ เหมือนจะมีแค่กลุ่มเราที่มาพัก ห้องน้ำก็เลยยังสะอาด ในห้องนอนจะไม่มีฮีตเตอร์ จะมีแค่ตรงส่วนรวมที่เป็นพื้นที่นั่งกินข้าวรวมกัน อากาศค่อนข้างเย็น แต่เมื่ออยู่ในถุงนอน และผ้าห่มก็โอเค ในส่วนของเรื่องอาหารการกิน เย็นวันนี้เราสั่งข้าวผัดไข่ และพิซซ่ามากิน ต้องขอบอกว่าอร่อยมาก ชีสที่นี่ หอมอร่อย ระหว่างกินข้าวเย็น เราก็คุยทำความรู้จักกับคนที่มาในกรุ๊ป และเพิ่งมารู้ว่าเพื่อนคุณป้าชาวอังกฤษตามมาไม่ได้ เพราะไม่ได้เครื่องบินออกจาก Lukla คุณป้าบอกพวกเราว่าตัดสินใจว่าจะเดินต่อและไปหยุดรอเพื่อนที่ Namche Bazaar ซึ่งวันนั้นจะเป็นวันที่ได้พักหยุด 2 วัน เพื่อนคุณป้าน่าจะตามมาทัน เรานั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปนอน

Day 3 Phakding to Namche Bazaar

เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นมาพร้อมกับอากาศสดใส ได้ยินเสียงแม่น้ำด้วย แปลกดีที่เมื่อวานมาแล้วไม่ได้ยินเสียงอะไร ความน่าเบื่อของทุกวัน คือการแพ็คกระเป๋า เราจะต้องเอาถุงนอนออกมาม้วน คืนกลับสภาพเดิม ซึ่งการม้วนถุงนอนนี่ ขอบอกว่าเป็นเรื่องยากมาก ต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อที่จะม้วนให้เล็กจนสามารถเอากลับใส่ถุงได้ คิดว่าการม้วนถุงนอนทุกเช้านี่เป็นหนึ่งในสาเหตุของการขาดอ๊อกซิเจน เพราะทุกวันจะรู้สึกหอบแฮ่กหลังเก็บของเสร็จ (นี่ขนาดมีคนช่วยเก็บให้ทุกวันนะเนี่ย บางวันก็ขี้เกียจ โยนภาระหน้าที่เลย) อาหารมื้อเช้าวันนี้เราสั่งขนมปังปิ้ง Tibetan bread กับไข่มากิน เติมพลังเรียบร้อยแล้วก็พร้อมออกเดินทาง ปลายทางวันนี้ระยะทางอยู่ที่ประมาณ 10 กว่ากิโล

วันนี้เป็นวันที่ Darwa มาถึง และมาเปลี่ยนตัวกับผู้ช่วยไกด์คนก่อนหน้า กรุ๊ปเดินทางของเราใหญ่ขึ้น เพราะมีกรุ๊ปจาก Himalayan Wonders ออกพร้อมกันพอดี เราจึงออกเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยอีกกลุ่มนึงมีคนทั้งหมด 7 คน แบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆที่มาด้วยกัน มีคนไอริช 4 คน Nuela Georges Marcus Thomas คนอังกฤษอีก 3 คน Aisha Dale Luke 3 คนนี้เป็นเพื่อนเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยประถม คนอังกฤษอีกคนนึงมาคนเดียวชื่อ Edward เป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 18 ปี ตัวสูงยาวมาก แรกๆเราจะยังจำชื่อคนพวกนี้ไม่ค่อยได้ เลยมีการตั้งฉายาให้พวกเค้า ตามลักษณะที่โดดเด่น เช่น คุณหนู คือ Nuela คือเค้าจะเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือเยอะมาก ทุกอย่างจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเป้น้ำ กล้อง DSLR กล้อง GoPro แถมด้วยความที่เค้ามีปัญหาที่หลัง เค้าก็จะเดินค่อนข้างลำบาก กระเป๋าก็ต้องให้สามีเค้าช่วยแบก เลยยกให้เค้าเป็นคุณหนู ต่อมาคือไอโย่ง ด้วยความที่ Edward เป็นคนผอมและสูงมาก ไอเท่ คือ Thomas ด้วยความที่เป็นคนที่แต่งตัวเท่ตลอดเวลา ไอ้พูดไม่รู้เรื่อง คือ Marcus คนนี้เป็นคนที่น่ารักมาก แต่เราแทบคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง เพราะสำเนียงเค้าฟังยากมาก ปวกเปียก คือ Luke เพราะเป็นคนที่ขามีปัญหา เค้าจะดูเดินแบบไม่ค่อยไหวอยู่ตลอดเวลา เบาหวาน คือ Dale คือเค้าเป็นโรคเบาหวาน ต้องฉีดยาอยู่ตลอดเวลา ช่วงเช้าตอนกินข้าวก็จะเห็นเค้าฉีด ตอนเดินๆ อยู่ๆก็จะยกเข็มมาแบบไม่ต้องหยุดเดิน ฉีดเข้าตัวเองได้เลย  แถมตอนไฟลท์บินมา เค้าต้องหยุดพัก เพราะเกิดอาการชักตอนอยู่บนเครื่องที่จะบินมาที่ Lukla คนนี้เค้ามีการเตรียมตัว โดยการไปฟังชิพเพื่อดูระดับน้ำตาลตัวเองที่ราคา 100 ปอนด์ ฉายาทั้งหมดนี้ เป็นฉายาที่เราตั้งไว้เพื่อที่จะได้พูดถึงพวกเค้าเล่นๆ ไม่ได้มีความตั้งใจว่าจะไปว่าพวกเค้านะ

เส้นทางเดินในครึ่งแรกในช่วงเช้า ถือเป็นการเดินแบบไม่ลำบาก พื้นเป็นพื้นดินทราย สลับกับก้อนหินบ้างในบางช่วง ช่วงแรกเส้นทางจะเดินผ่านแม่น้ำ น้ำที่นี่สีสวยมาก เป็นสีฟ้าอ่อนใส ตัดกับสีเขียวของป่าสน ทางเดินยังไต่ระดับขึ้นไม่มาก

เราหยุดแวะกินข้าวกลางวันกันที่ Jorsale พวกฝรั่งที่มาทั้งหมดด้วยกัน เลือกที่จะนั่งด้านนอนเพื่อตากแดด แต่ชาวไทยอย่างเราอยากทั้งหลบลมหนาว และแสงแดด จึงเข้าไปนั่งกินข้าวด้านใน ซึ่งคนที่คิดเหมือนกันก็จะมีเหมันต์ คุณหนู กับ Josh มื้อกลางวันวันนี้เราสั่ง Dal Bhat กับก๋วยเตี๋ยวผัดมากิน คิดว่าอาหารที่นี่ถูกปากพวกเราเหมือนเดิม อาจเป็นเพราะว่าพวกเราชอบกินอาหารรสไม่จัด ข้อดีของการสั่ง Dal Bhat คือข้าว และกับรอบๆทุกอย่างสามารถเติมได้ไม่อั้น แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่เคยขอเติมเพราะปริมาณที่ให้มาตั้งแต่แรกก็อิ่มเต็มท้องแล้ว

การเดินทางต่อในช่วงครึ่งวันหลัง ค่อนข้างเหนื่อย เพราะเป็นมีทางที่เป็นทางชันอยู่เรื่อยๆ พื้นบางช่วงเป็นหินๆ นอกจากนี้ก็จะมี Suspension bridge ให้เราข้ามไปมา ข้ามไปข้ามมาก็งงอยู่เหมือนกันว่าอยู่ที่เดิมรึป่าว Suspension bridge ถือเป็นความน่ากลัวสำหรับคนกลัวความสูงอย่างเรา สะพานถึงแม้จะทำด้วยเหล็กดูแข็งแรง แต่เวลาเดินสะพานจะโยกไปมาตามแรงสั่น แถมยังมีลมพัด ทำให้รู้สึกเหมือนตัวจะปลิวตกลงไป พื้นสะพานก็เป็นรูๆ มองลงไปเห็นด้านล่าง หวาดเสียวมาก เดินข้ามทีไร ใจสั่นทุกที

สะพานสุดท้าย ก่อนไต่ระดับ ขึ้นสู่ Namche Bazaar คือ  Hillary Suspension Bridge หลังจากข้ามสะพานแล้ว เส้นทางมีแต่ขึ้นกับขึ้น เพื่อไปสู่ความสูงที่ระดับ 3,440 เมตร เส้นทางนี้ เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน แถมคนในกลุ่มเรานี่แข็งแรงกันทุกคน ประหนึ่งเดินชิงแชมป์ คือเดินแบบแทบไม่มีหยุดพัก แถมพวกเค้าก็ไม่ค่อยได้หยุดถ่ายรูป พวกเราจะเป็นหนึ่งในกลุ่มรั้งท้ายของกลุ่มนี้ ซึ่งมีเหมันต์และคุณหนูรวมอยู่ด้วย


เดินขึ้นอยู่พักใหญ่ จนเริ่มรู้สึกว่ามันไกลมาก ก็ไม่ถึงซะที สุดท้ายเราก็ไต่ขึ้นมาจนมาถึง Namche Bazaar ประมาณช่วงบ่าย 3 โมงกว่า Namche Bazaar นี่ถือว่าเป็นความตื่นตาตื่นใจมากในแง่ของความเจริญ คือมีครบทุกอย่างตั้งแต่โรงแรม ร้านทำผม ร้านนวด ร้านกาแฟ บาร์ ไอริชพับ และแล้วการออกตามหาคอนแทคเลนส์ของเราก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เข้าเก็บของในโรงแรมเสร็จ การออกตามหาคอนแทคเลนส์จบลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่มีร้านแว่นตาอยู่บนนี้ เราจึงเปลี่ยนทิศทางไปหาเลนส์กันแดดแบบหนีบกับแว่นตาแทน ไม่น่าเชื่อว่าจะมี เรารีบควักเงินซื้อมาอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าแบบจะไม่ถูกใจก็ตาม ถือเป็นความโชคดีมากๆ เพราะหลังจากนี้ แดดแรงตลอด ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไม่มีแว่นกันแดดจะเป็นยังไง เราซื้อของที่ยังขาดอยู่ คือถุงมือผ้ากับเสื้อแขนยาว หลังจากนั้นเรากลับมานอนพัก รอเวลาข้าวเย็น วันนี้สั่งก๋วยเตี๋ยวผัดกับก๋วยเตี๋ยวน้ำมากิน ติดใจก๋วยเตี๋ยวผัดที่มีชีสโรยหน้าจากเมื่อกลางวัน ความทรมานหลังกินข้าวเย็นของทุกวัน คือการที่ต้องขึ้นมาบนห้องนอน เพราะพอหลังกินข้าว อากาศจะเริ่มเย็น ขึ้นห้องมาทีไร จะเหมือนเข้าตู้เย็นทุกที เข้ามาแรกๆเราก็จะต้องรีบซุกตัวเข้าในถุงนอน การที่จะเช็ดตัว ทำความสะอาดนี่ จะต้องรีบทำ ตั้งแต่ตอนที่มาถึง เพราะอากาศยังอุ่นอยู่ หลังอาหารเย็นนี่ คือเข้าถุงนอนอย่างเดียว


Day 4 Namche Bazaar Acclimatization Day

เช้าวันใหม่ เปิดม่านจากห้องนอนมาพบกับความยิ่งใหญ่ของภูเขา ตัดกับความใสของฟ้า วันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกหนึ่งวัน หลังจากเมื่อวานที่เดินขึ้นเขามาอย่างเหน็ดเหนื่อย นึกว่าวันนี้จะได้พัก แต่ตามคำแนะนำ คือวันนี้เป็นวันปรับตัวให้ชินกับความสูง ซึ่งควรจะเดินไปที่ที่สูงขึ้นและกลับลงมาพัก หลังจากกินข้าวเช้าไข่ทอดกับข้าวโอ๊ตต้มเสร็จ เราเลยต้องออกเดินทางต่อ แต่วันนี้ดีหน่อยเพราะไม่ต้องเก็บสัมภาระ

โปรแกรมของวันนี้ คือการเดินขึ้นเขา 2 ชั่วโมง ไปสู่  Hotel Everest View ที่ 3,880 เมตร อย่าคิดว่าวันนี้เป็นวันพักแล้วจะเป็นการเดินสบายๆ ทางเดินนี่เป็นทางเดินขึ้นตลอด เล่นเอาอยากจะยอมแพ้อีกเหมือนเดิม ระหว่างทางเดินก่อนขึ้นถึงจุดหมาย ก็จะมีจุดแวะพักที่พิพิธภัณฑ์ที่เล่าเกี่ยวกับชาว Sherpa สัตว์และต้นไม้ในเขตพื้นที่นี้ ที่นี่เราได้รู้จักกับ Tenzing Norgay ชาวเชอร์ปาที่ขึ้นถึงยอดเขา Everest เป็นคนแรก พร้อมกับ Sir Edmund Hillary

ระหว่างทางเดินขึ้น ลมและแดดค่อนข้างแรง เราใส่ผ้า Buff ปิดหน้ากันตลอดเลย ต่างกับพวกฝรั่งที่ดูไม่กลัวแดดเลย ทั้งๆที่ผิวพวกเค้าก็ไหม้ เดินขึ้นสักพัก ก็ถึงจุดหมายที่ Hotel Everest View ที่นี่จะเป็นเหมือนจุดพัก มีที่นั่งให้เราสามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มกินได้ ด้วยความหิวโหยเราเลยสั่งสปาเก็ตตี้มะเขือเทศกินไปหนึ่งจาน รสชาติชีสหอมอร่อยเหมือนเดิม ที่นี่เป็นจุดที่ Darwa ชี้ให้เราดูยอด Everest จริงๆ Darwa ก็คอยชี้บอกชื่อยอดเขามาตลอดทาง แต่เราไม่เคยจำกันได้เลย รวมถึงไม่เคยบอกได้ด้วยว่าอันไหนเป็นยอด Everest ยอดเดียวที่เราจำกันได้ คือ Ama Dablam เพราะมีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ แหลมๆไม่เหมือนใคร

เรากลับกันลงมาเพื่อมากินอาหารกลางวันที่โรงแรม มื้อนี้สั่งพิซซ่ากินกัน หลังจากนั้นก็เป็นช่วงพักผ่อน วันนี้เราวางแผนที่จะอาบน้ำกัน เป็นการอาบน้ำครั้งแรกตั้งแต่เริ่มออกเทรคกิ้ง และน่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่นี่มีน้ำร้อน อุ่นอาบได้สบาย ก่อนกลับลงมาที่นี่อีกครั้ง Darwa บอกพวกเราว่ายิ่งขึ้นไปที่สูง ยิ่งไม่ควรอาบน้ำ เพราะจะมีผลต่อการปรับตัว และทำให้เกิด AMS ได้ง่ายขึ้น วันนี้ได้แวะสระผม ที่ร้านทำผมด้วย ดีใจสุดๆ สบายหัวมากๆ พอเราอาบน้ำสระผมก็ไปนั่งเล่นอยู่ที่ร้านกาแฟ มีเค้กและเบเกอร์รี่หน้าตาน่ากินอยู่หลายอย่างเลย แถมมี Wifi และชาร์จแบตฟรีด้วย นั่งเล่นสักพัก เราก็ออกไปเจอเพื่อนของพวกเราอีกกลุ่มที่เพิ่งมาถึง Namche วันนี้เป็นวันแรก รู้สึกดีใจสุดๆที่ได้คุยภาษาไทย เพราะตลอดทางที่เดินมาคุยแต่ภาษาอังกฤษกับฝรั่งในกรุ๊ป ซึ่งบางทีก็รู้สึกเหนื่อยจะคุยเหมือนกัน ทักทายเสร็จเราก็แยกย้ายกลับมากินอาหารเย็นที่โรงแรม มื้อนี้สั่งก๋วยเตี๋ยวผัดกับแซนด์วิชผัก ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เราไม่ได้กินเนื้อสัตว์กันเลย เพราะได้รับคำเตือนว่าข้างบนเนื้อจะไม่ค่อยสด กินแล้วอาจมีโอกาสท้องเสียได้ พอกินข้าวเสร็จเราก็เดินไปหาเพื่อนพวกเราที่โรงแรมของพวกเค้า นั่งคุยเล่นจนดึก ก็แยกย้ายกลับ แล้วเราก็ไม่ได้เจอเพื่อนกลุ่มนี้แล้ว เพราะเดินคนละเส้นทางกัน วันนี้คิดว่าตัวเองเริ่มมีอาการ AMS คือมีอาการปวดหัวเล็กน้อย บอก Darwa เค้าถามว่าปวดด้านหน้าหรือด้านหลัง พอเราบอกว่าด้านหน้าเค้าบอกยังไม่เป็นไร

เดินป่า เดินเขา

ผ่านไป 2 ปีกว่า จะ 3 ปี คิดว่าได้ฤกษ์ที่จะเขียนถึงทริปเทรคกิ้งทริปแรกในชีวิตซะที หลังจากปล่อยไว้เสียนาน จนความทรงจำเริ่มลางเลือน เลือนจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจุดเริ่มต้นของทริปมาได้ยังไง ทำไมถึงอยากไป ความโชคดีที่ทำให้ได้ไปทริปนี้คือ ความไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าต้องไปเจออะไร ไม่รู้ว่าความลำบากคืออะไร รู้แค่ว่าอยากไป ก็ไป

Read More…

รถไฟ ไปไหนดี

เราไปเที่ยวรถไฟท่องเที่ยวกาญจนบุรีกันเถอะ เป็นจุดเริ่มต้นของทริปครั้งนี้ที่เกิดจากความอยากไปนั่งรถไฟเที่ยวหลังจากที่เห็นพี่ที่ทำงานโพสต์รูปที่ไปเที่ยวลงในช่วงบ่ายวันเสาร์

“เต็มค่ะ” เป็นเสียงที่ปลายสายจากการรถไฟบอกมา เราสองคนเห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีทางหรอกที่รถไฟจะเต็ม (มารู้ทีหลังว่ารถไฟท่องเที่ยวเนี่ยเค้าจองกันเป็นเดือนๆนะ) จึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เราจะไปที่หัวลำโพงซื้อตั๋วรถไฟเลย ยังไงก็ได้ไปแน่ๆ

Read More…

 Scroll to top