whalewatcher

Kiwi Land

หลังจากผ่านการเลือกจากหลายที่ โดยมีตัวแปรสำคัญคือคุณนายแม่ที่ระบุมาว่าจะไม่ไปที่หนาวๆ ดังนั้นจุดหมายที่วางแผนไปง่ายๆอย่างยุโรปก็เป็นอันตกไปทั้งทวีป ที่เหลืออย่างโซนเอเชียใกล้บ้านก็ดูจะไม่เข้าตา อันนั้นก็ไปมาแล้ว อันนี้ก็ไม่มีอะไร

สุดท้ายนิวซีแลนด์ ประเทศที่มีหน้าร้อนอยู่เดือนธันวาคม จึงชนะขาดลอยไปอย่างไม่ยาก

พูดถึงนิวซีแลนด์หลายคนอาจจะนึกถึง Road Trip แต่ครอบครัวเราตัดสินใจซื้อทัวร์ไป ด้วยความที่ไม่มีเวลาวางแผน ประกอบกับเส้นทางที่ต้องขับรถวันละร้อยสองร้อยโลก็ทำให้โชเฟอร์คนสำคัญยอมแพ้ ครั้งนี้เราจองทัวร์ไปกับเอเย่นต์ทัวร์ที่เป็นเพื่อนของพี่ที่ทำงาน ได้ราคาลดมานิดหน่อย ราคาทัวร์ช่วงปีใหม่ แพงเอาเรื่องอยู่ อยู่ที่แสนต้นๆต่อคน

27 ธันวาคม วันแรกของการเดินทาง ทัวร์นัดเจอที่สนามบินตอน 9.30 น. เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางโดยสิงคโปร์แอรไลน์ SQ975 พวกเราไปกันถึงตรงเวลา จากที่คิดว่าจะไปรอนาน ทำไปทำมาเวลาเหลือไม่เยอะ ซึ่งเป็นผลมาจากความงก ที่อยากจะไปเอาแซนด์วิชของ Subway ฟรี ทั้งๆที่รู้ว่าร้านตั้งอยู่สุดฟากฝั่งนึงกับประตูขึ้นเครื่อง โดยกว่าจะตัดสินใจว่าจะเดินไปเอาก็คือตอนที่เกือบจะถึงประตูขึ้นเครื่องแล้ว ทำให้ต้องเดินไปมาจากสุดทางนึงไปอีกทางหนึ่ง จนเกือบหมดเวลา แต่การเดินไปครั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ เพราะพอขึ้นเครื่อง อาหารเสริฟปุ๊ป ไม่มีใครกินได้เลย สุดท้ายเราสามคนก็ได้ประทังความหิวไปด้วย Subway แสนอร่อย 2 ชิ้น

นั่งไปไม่นานก็ถึง Changi Airport ได้ความรู้ใหม่จากไกด์ว่าถ้าจองตั๋วกับ Singapore Airline ในช่วงนี้ และมา Transit ที่ Changi Airport สามารถเอาพาสปอร์ตไปแลกรับ Voucher SGD20 เพื่อใช้ซื้อของ กินข้าวในสนามบินได้ ลูกทัวร์ทุกคนไม่รีรอ เดินตามไกด์ไปเพื่อต่อคิวรอรับ 20 เหรียญฟรี เรา 3 คน พ่อแม่ลูก ตัดสินใจเอา 60 เหรียญที่ได้ไปกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมตบท้ายด้วยการนั่งเก้าอี้นวดให้สบายขาก่อนเดินทางต่ออีกกว่า 10 ชั่วโมง

หลังจากเดินทางมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็มาถึง Christchurch International Airport ที่นี่การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองค่อนข้างเข้มข้นและเสียเวลา ด่านแรกคือการตรวจวีซ่าและสัมภาษณ์ ด่านสองคือการสัมภาษณ์เรื่องของที่เอามา ว่ามีการเอาพวกของกินอะไรมาบ้างรึป่าว ถ้าเอามาก็ต้อง declare ไม่งั้นเจอทีหลังจะโดนปรับ 400 เหรียญ โชคดีที่พวกเราไม่ได้เอาอะไรมา จึงไม่มีอะไรต้องกังวล สนามบินที่นี่ไม่ได้ใหญ่โตมาก ออกมาจากเกทแล้วมีร้านขายของอยู่นิดหน่อย ที่พลาดไม่ได้คือการซื้อซิมการ์ด มีให้เลือก 2 ยี่ห้อ คือ Spark กับ Vodafone ลูกทัวร์คนอื่นเลือกซื้อ Vodafone กันหมด แต่เราเลือกซื้อของ Spark (1MB NZD25) เพราะได้ยินมาว่ามันดีกว่า แต่สุดท้ายระหว่างทางที่ขึ้นเขา ก็มีช่วงที่สัญญาณหายไปเลย เลยคิดว่า 2 ยี่ห้อคงไม่ต่างกันมาก

Day 1 Christchurch – Ashberton – Tekapo – Twizel

พอออกจากสนามบินได้ รถทัวร์ก็มุ่งหน้าลงสู่ทางตอนใต้ของเมือง Christchurch ไกด์เล่าให้ฟังว่าเกาะใต้ของนิวซีแลนด์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่กว่าเกาะเหนือ แต่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยมาก คือมีคนอาศัยอยู่แค่ประมาณ 1 ล้านคน ที่เหลืออีก 3 ล้านคน จะอาศัยอยู่ทางเกาะเหนือซึ่งมีความเป็นเมืองและเจริญมากกว่า ซึ่งน่าจะจริงอย่างที่ไกด์ว่า วิวสองฝากฝั่งที่ผ่านมามองไม่เห็นตึกสูงเลย และเมื่อวิ่งออกจากสนามบินสักพัก วิวที่เห็นก็มีแต่ทุ่งหญ้าโล่งกว้าง สุดลูกหู ลูกตา สีเหลืองทองบ้าง เขียวบ้างสลับกันไป จุดหยุดพักแรกของเราคือร้าน Farmer Corner ที่เมือง Ashberton ซึ่งเป็นร้านที่ทำแบบครบวงจร คือ มีร้านอาหาร ร้านขายของฝากปลอดภาษี จุดถ่ายรูปกับทุ่งลาเวนเดอร์ ไกด์เล่าให้ฟังว่าเจ้าของเป็นชาวไต้หวัน เริ่มจากการทำร้านค้าเล็กๆ ภายหลังทำได้ดีก็เริ่มขยับขยายให้ใหญ่โตขึ้น และมีหลายอย่างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ความรู้สึกแรกก่อนลงไปคิดว่าน่าจะน่าเบื่อ เพราะคิดว่าจะเป็นแบบร้านขายของที่ทัวร์ชอบพาไปหลอกขายของ แต่พอไปถึงจริงๆก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด กลับสนุกด้วยซ้ำไป โดยเริ่มต้นจากการกินอาหารจีน คนที่มาเสริฟ์ก็จะบอกว่า นี่เป็น Taiwanese soup, Taiwanese fish, Taiwanese นู้นนี่ จนเราเริ่มลืมว่าอยู่ประเทศอะไรกันแน่ ต่อจากนั้นเป็นการแนะนำสินค้า สินค้าหลักๆ คือ น้ำผึ้ง Manuka ครีมแกะ เสื้อผ้า Merino Wool และอาหารเสริมต่างๆ ณ จุดนี้ ก็ฟังเพลินๆ คนขายก็ไม่ได้ Hard sell จนน่าเกลียด สุดท้ายทั้งครอบครัวเราและลูกทัวร์คนอื่นก็มีของติดไม้ติดมือกลับกันคนละนิดละหน่อย หลังจากนั้นก็เป็นเวลาให้เดินเล่นถ่ายรูปกับทุ่งลาเวนเดอร์ และอัลปากา ไกด์ให้เวลาเยอะอยู่ เดินเล่นถ่ายรูปได้สบายๆไม่เร่งรีบ ทุ่งลาเวนเดอร์สวยมาก และข้างๆกันก็มีสวนดอกไม้เล็กๆจัดไว้ให้ถ่ายรูปด้วย ไกด์เล่าให้ฟังว่าทุ่งลาเวนเดอร์นี่ก็เพิ่งมาฮิตปลูกกัน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเข้ามาของคนต่างชาติ ด้วยความที่นิวซีแลนด์มีพื้นที่กว้างขวาง และรัฐบาลค่อนข้างให้อิสระกับการเข้ามาลงทุน เลยมีต่างชาติเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งก็จะมาปลูกผลไม้ ดอกไม้ และมาตั้งโรงงานแปรรูปส่งออกกลับไปประเทศตัวเอง ลาเวนเดอร์ก็เป็นหนึ่งในดอกไม้ที่เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง อีกทั้งยังสวยงามดึงดูดให้คนมาแวะท่องเที่ยวได้ ก็เลยเริ่มมีคนปลูกกันเยอะ

เดินทางต่อกันเป็นชั่วโมง ก็มาถึงทะเลสาบ Tekapo ซึ่งเป็นทะเลสาบที่สวยมาก ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยเห็นทะเลสาบที่ไหนสีฟ้านมๆจะใส สวยได้เท่านี้ ถือเป็นการต้อนรับการมานิวซีแลนด์ครั้งแรกได้อย่างประทับใจ ข้างๆทะเลสาบมีโบสถ์เล็กๆ Church of the Good Shepherd และรูปปั้นสุนัขต้อนแกะอยู่ เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับสุนัขต้อนแกะที่ชาวนิวซีแลนด์ใช้ต้อนแกะในฟาร์มอันกว้างใหญ่ของตัวเอง ไกด์บอกว่าโดยปกติรอบๆบริเวณจะมีทุ่งดอก Lupin ที่เป็นดอกไม้ประจำชาติของนิวซีแลนด์ แต่เป็นเพราะปีนี้อากาศร้อนเร็วเป็นพิเศษ ทำให้ดอกไม้ร่วงโรยเร็ว เราเลยไม่ได้เห็นความงามของทุ่งดอก Lupin ที่ว่ามา

ขับรถต่อไปไม่ไกลจากกันมากนักก็มาถึงทะเลสาบ Pukaki ที่มีความสวยงามก็ไม่แพ้กัน เราเดินถ่ายรูปเล่นจนเพลิน ในขณะที่พ่อกับแม่ไปนั่งหลบลมและแดดรออยู่ในรถ เดินไปมาก็ไปเจอกับดอก Lupin ที่ยังไม่เหี่ยว ถึงไม่ได้เห็นเป็นทุ่ง แต่ได้เห็นแค่นี้ก็พอใจล่ะ

ใช้เวลาสักพักก็เป็นอันจบโปรแกรมของวันนี้ ไกด์พาพวกเราเข้าโรงแรมพักผ่อนและกินอาหารเย็นที่เมือง Twizle ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ มองไปรอบๆโรงแรมเห็นแต่ทุ่งหญ้า อาหารเย็นวันนี้เป็นแบบบุฟเฟต์ Main course หลักก็เป็นเนื้อ มีให้เลือก 3 อย่าง เนื้อแกะ เนื้อวัว และแฮมหมู กินพร้อมกับเครื่องเคียงผัก อร่อยถูกใจ เป็นอันจบวันแรกในนิวซีแลนด์ เช้าวันรุ่งขึ้นไกด์นัดเวลา 6 7 8 กินอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรม และพร้อมออกเดินทาง

Day 2 Twizle – Cromwell – Queenstown

จุดหมายแรกของวันนี้ คือการไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อดู Glacier ซึ่งเป็นโปรแกรม optional ของทัวร์ คือถ้าใครจะขึ้นต้องเสียเงินเพิ่มคนละ NZD300 พ่อกับแม่ซึ่งเป็นคนขึ้กลัวอยู่แล้วก็ขอผ่านโปรแกรมนี้ไปอย่างไม่ต้องคิด ส่วนเราก็ไม่คิดว่าอยากจะขึ้น เพราะก็เคยเห็น glacier มาแล้วบ่อยๆ พวกเรากับลูกทัวร์บางคนที่เหลือ เลยนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟ พร้อมถ่ายรูปเล่นกับวิว Mount Cook เพื่อรอให้เวลาผ่านไป รอไม่นานนักทุกคนก็กลับมา

จากนั้นเดินทางกันต่อประมาณชั่วโมงกว่าๆไปที่ Jones’s Fruit Stall ที่เมือง Cromwell ซึ่งถือว่าเป็นเมืองแห่งผลไม้ ร้านขายผลไม้ของป้าโจนส์นี่ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะมีสวนเชอร์รีอยู่ด้านหลัง ไกด์บอกว่าต้องขอโทรเช็คก่อนว่าป้าโจนส์จะอนุญาตให้เข้าไปเก็บเชอร์รี่รึป่าว เพราะบางทีมาป้าโจนส์ก็ไม่ให้เข้าไป และแล้วโชคดีก็เป็นของกลุ่มเรา ป้าโจนส์อนุญาตให้พวกเราเข้าไปเก็บเชอร์รี่ได้ โดยเสียค่าเก็บคนละ NZD15 เมื่อชำระเงินค่าเก็บเรียบร้อยป้าโจนส์จะให้ถุงเปล่ามา 1 ถุง ซึ่งถ้าเราเก็บเต็มถุงก็จะเท่ากับ 1 โลพอดี ซึ่งถือว่าถูกมากถ้าเทียบกับเชอร์รี่ที่ขายเมืองไทยที่ราคาเป็นพัน พอเข้าไปทุกคนตื่นตาตื่นใจ สนุกกันใหญ่ ต้นเชอร์รี่มีลูกอยู่เต็มต้นอยู่เต๋มหน้าเลย โดยเชอร์รี่จะมีทั้งเชอร์รี่สีแดง เชอร์รี่สีทอง ทุกคนรุมแต่จะเก็บเชอร์รี่สีทองที่อยู่ต้นแรก จนป้าโจนส์เดินมาบอกว่าต้นอื่นก็มีให้กระจายกันไปก็ได้ พี่คนไทยที่ทำงานที่ร้านป้าโจนส์มาสอนวิธีเก็บว่าให้เลือกลูกโตๆ เพราะว่าจะรสหวาน และเวลาเก็บให้เก็บแบบติดก้านมาด้วยเพราะจะทำให้เก็บได้นาน ด้วยความที่ไกด์ให้เวลาเราจุดนี้ไม่นานมากนัก ทำให้ทุกคนมีความตื่นเต้น เพราะต้องเร่งมือเก็บด้วยความที่กลัวว่าจะเก็บได้ไม่เต็มถุง เราสามคนพ่อแม่ลูกไม่ค่อยมีสกิลในการเก็บเลยเก็บได้ค่อนช้างช้า มีคุณลุงคนนึงเก็บเก่งมากเก็บได้เต็มถุง ในขณะที่พวกเราเก็บไปได้แค่หนึ่งส่วนสาม เวลาที่เหลือคุณลุงก็เลยสบายๆ เดินเก็บกินอยูํในสวน ไม่รู้ว่ากินไปได้กี่โล พอใกล้จะหมดเวลาไกดฺ์มาเรียกบอกให้เตรียมตัวไปได้แล้ว ตอนนั้นของเราเพิ่งได้ครึ่งถุงเอง จากที่พิถึพิถันเลือกแต่ลูกใหญ่ๆตอนนี้เริ่มเก็บมั่ว จนได้เต็มถุง พอดีกับเวลาที่ไกด์บอกว่าต้องเดินทางต่อ

การเดินทางสู่เมือง Queenstown ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนเข้าสู่ตัวเมือง ไกด์ชักชวนให้ดูแม่น้ำ Kawarau ซึ่งเป็นสถานที่โดดบันจี้จัมพ์ โดยสถานที่นี้ถือเป็นต้นกำเนิดของการโดดบันจี้จัมพ์แบบการค้าทั่วโลก ซึ่งกิจการนี้เริ่มต้นโดยชาวนิวซีแลนด์ชื่อ A.J.Hackett การโดดบันจี้จัมพ์ของที่นี่จะต้องโดดจากสะพานแขวนที่พาดผ่านแม่น้ำ Kawarau ที่ระดับความสูง 43 เมตร ซึ่งแค่มองดูก็น่าหวาดเสียวไม่น้อย และถึงแม้วิวรอบข้างจะสวยงามเพียงใด ก็ไม่สามารถดึงดูดให้ลูกทัวร์ในกรุ๊ปของเรากล้าไปลองโดดซักคนเดียว นั่งรถต่อมาอีกไม่นาน ก็เข้าสู่เมือง Queenstown ซึ่งทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจอีกครั้งกับร้านรวงที่รายล้อม รอพร้อมให้ทุกคนช้อปปิ้งใช้เงินในกระเป๋า Queenstown เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆน่ารัก อยู่ติดกับทะเลสาบ Wakatipu ที่มีวิวของเทือกเขา Southern Alps อยู่รอบๆ ทำให้เมืองนี้ดูสวยงาม เหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อน ไกด์พาทุกคนไปกินอาหารกลางวันด้วยกันก่อนที่ร้านอาหารไทย ซึ่งเป็นร้านที่ทำได้อร่อย รสชาติแบบเดียวกันกับที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งทำให้ทุกคนดูมีความสุขกับการกินอาหารร้านนี้อย่างมาก พอใกล้จะกินข้าวเสร็จ ไกด์มาแจ้งว่าจะมีกิจกรรม Optional อีกอันนึง ซึ่งถือเป็นกิจกรรม Extreme ประจำเมืองของที่นี่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือการนั่งเรือ Shotover Jet ที่เป็นเรือ Jet ที่ขับด้วยความเร็วสูง ฉวัดเฉวียนไปตามแม่น้ำ Shotover ราคาอยู่ที่ NZD150 ต่อคน ซึ่งครอบครัวรักสงบของเราก็ขอผ่านกิจกรรมนี้ไปอีกครั้ง ซึ่งทำให้พวกเราได้เวลาอิสระเดินเล่นในเมือง Queenstown 3 ชั่วโมง

เวลา 3 ชั่วโมง ที่ได้มาถือว่าสนุกสนานสำหรับพวกเรา 3 คนเลยทีเดียว พวกเราได้ไปซื้อของที่แต่ละคนอยากได้ครบ ไม่ว่าจะเป็น Manuka Honey ครีมของแม่ เสื้อกันลม กันหนาวของพ่อ หรือว่าจะเป็นเสื้อโยคะ อุปกรณ์เดินเขาของเราเอง โดยยี่ห้อเสื้อผ้า Outdoor ของที่นี่ก็จะเป็น Kathmandu Icebreaker ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์กันหนาวที่ทำจาก Merino Wool 100% ด้วย แต่ที่ถูกใจที่สุดคงนี้ไม่พ้นแบรนด์โปรดอย่าง Lululemon ซึ่งราคาถูกเหมือนกับที่ซื้อในอเมริกาเลย ซึ่งช่วงที่ไปนี้ก็มีของมา Sale คุ้มค่าสุดๆ อีกอันนึง ที่เป็นของขึ้นชื่อของที่นี่คือ Fergburger เป็น Gourmet Burger โดยถ้าไปถึงหน้าร้านจะเห็นว่ามีแถวเรียงยาว ทะลุออกนอกร้านไปเลย ที่สำคัญร้านนี้เปิด 8 โมงเช้าถึงตี 5 ไกด์บอกว่ามาเมื่อไหร่ก็เห็นมีแถวตลอด ที่นี่มีเนื้อให้เลือกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบธรรมดา พวกเนื้อวัว หมู ไก่ และแบบที่ร้านอื่นไม่มี พวกเนื้อกวาง แกะ ปลาค๊อด เต้าหู้ เพื่อความปลอดภัยจึงเลือกแบบ Basic มาคือ Ferg Deluxe ทำจากเนื้อวัว ราคาชื้นละ NZD14.90 ไม่น่าเชื่อว่าจะขายดีขนาดนี้ และด้วยความขึ้นชื่อเบอร์เกอร์ชิ้นนี้ใช้เวลารอนานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการรอคอยอาหารที่นานทีสุดในชีวิต รสชาติของเบอร์เกอร์นั้นเนื้อหอมอร่อย ขนมปังนุ่ม พร้อมมีซอสที่เข้ากันกับตัวเนื้อเป็นอย่างดี ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าคุ้มหรือไม่คุ้มกับการรอคอยนานขนาดนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่มาเข้าคิวต่อแถวรอของกินนานขนาดนี้

เดินเล่นต่อได้พักใหญ่ ก็ถึงเวลาที่ไกด์นัดมารับพวกเรา เพื่อพาพวกเราไปขึ้นกระเช้า ดูวิวและกินข้าวเย็นบน Bob’s Peak วิวด้านบนสวยงามมาก มองเห็นทั้งตัวเมือง ทะเลสาบ และทิวเขา Southern Alps ใช้เวลาอยู่ด้านบนถ่ายรูป กินบุฟเฟต์เสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลากลับสู่โรงแรมซึ่งอยู่บนเขาห่างจาก Downtown ไม่ไกลนัก

หลังจากเก็บของเรียบร้อย ครอบครัวเราตัดสินใจว่าจะกลับลงมาที่ Downtown เพื่อมาเดินเล่นต่อ โดยเรียกแท๊กซี่กันลงมาตอนประมาณ 2 ทุ่ม ที่ราคา NZD16 บรรยากาศยามค่ำคืน ดูครึกครื้นไม่แพ้ตอนกลางวัน ผู้คนออกมานั่งเรียงรายตามร้านอาหาร ที่ถนนก็คึกคักมีมาเล่นดนตรี คนออกมานั่งเล่นเต็มไปหมด และด้วยความที่ช่วงนี้เป็นหน้าร้อน กว่าฟ้าจะมืดก็ประมาณ 4 ทุ่ม ทำให้พวกเราเดินเล่นได้อย่างสบายใจ ก่อนจะกลับเข้านอนที่โรงแรมอย่างมีความสุขอีกหนึ่งวัน

Day 3 Queenstown – Wanaka – Haast – Fox Glacier

ตามสูตรเดิม วันนี้ออกเดินทางหลังกินข้าวเช้าตอน 8 โมง โดย Queenstown ถือเป็นจุดใต้สุดของทริปนี้แล้ว ไกด์พาพวกเราเดินทางขึ้นเหนือไปทางตะวันตกของเกาะใต้

ก่อนจะเข้าสู่ฝั่งตะวันตกของทางเกาะใต้ ไกด์พาพวกเราแวะที่ทะเลสาบวานาก้า พอทุกคนลงรถ คิดว่าไม่เกิดความตื่นตาตื่นใจแบบวันก่อน เพราะทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้านั้น ไม่ได้ดูสวยเท่าทะเลสาบที่ผ่านมา น้ำก็สีไม่ค่อยฟ้า และมีเรือลอยระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด เข้าใจว่าอาจจะเป็นด้วยสภาพอากาศที่ฟ้าไม่ได้เปิดเท่าวันแรก และไกด์ก็พาเรามาฝั่งที่ไม่ได้เป็นจุดไฮไลท์ที่จะได้ดู Wanaka Tree ซึ่งเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยต้นเดียวที่ขึ้นอยู่กลางน้ำ ทุกคนเลยเดินเปะปะไปมาอยู่พักนึงแล้วก็กลับขึ้นรถ

 

นั่งหลับๆตื่น อาจจะเพราะด้วยความเพลียจากการนอนไม่ค่อยหลับ และฤทธิ์ของยาแก้เมารถ มองออกไปข้างทางวิวเริ่มเปลี่ยนไป จากพื้นที่ราบทุ่งหญ้า เริ่มเป็นทางขึ้นเขา คดเคี้ยวไปมา ปกคลุมด้วยป่าสีเขียว ต้นไม้สูง ต้นเฟิร์นขึ้นเขียวชอุ่มเต็มสองข้างทาง ไกด์บอกว่าส่วนตะวันตกนี้เป็นส่วนที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อยที่สุด โดยระหว่างที่หลับๆตื่นๆมาก็ไม่เห็นบ้านคนแม้แต่หลังเดียวเลย นั่งรถจนเกือบครบ 2 ชั่วโมงก็เข้าสู่เขตเมือง Haast ซึ่งเป็นเมือง World Heritage โดยเห็นได้จากลักษณะของภูมิประเทศที่หลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจ เราก็ไม่แน่ใจหรอกว่าเป็นยังไง เพราะว่าได้หยุดอยู่แค่ 2-3 จุด แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะความเป็นธรรมชาติอย่างมากของพื้นที่ในแถบนี้ ที่ดูเหมือนจะไม่มีใครเคยเข้าถึงมาก่อนที่ทำให้เมืองนี้ดูน่าสนใจ ไกด์พาเราแวะยืดเส้นยืดสาย จอดรถข้างทางและบอกว่าจะพาไปดูน้ำตก เดินเข้าไปผ่านป่าชื้นๆไม่ถึง 5 นาที ก็เจอ Thunder Creek Falls น้ำตกไหลแรงมาก ประกอบกับความชุ่มชื้นของต้นไม้รอบๆ ทำให้รู้สึกสดชื่นได้อย่างบอกไม่ถูก

ไกด์พาเราหยุดพักกินอาหารกลางวันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในที่เวิ้งว้างมาก และเป็นอาคารหนึ่งในสองสามอาคารที่เราเห็นตั้งแต่นั่งรถผ่านมา อาหารกลางวันมื้อนี้เป็นแบบบุฟเฟต์ตักๆ แต่ไม่ได้มีตัวเลือกอะไรให้มากนัก รสชาติธรรดา ดีที่มีผักสดๆมาให้กินให้สดชื่น

หลังทานข้าวคนขับรถนำเสนอที่เที่ยวใหม่ซึ่งไกด์บอกว่าไม่เคยไปมาก่อน นั่นก็คือ Ship Creek เป็นสถานที่ที่อยู่ติดทะเล Tasman ที่คนขับรถบอกว่ามีโอกาสจะเห็นปลาโลมาด้วย พวกเราเดินเข้าไปจากจุดจอดรถนิดเดียว ก็เห็นเป็นทะเลกว้างสุดลูกหู ลูกตา ลูกทัวร์ในกรุ๊ปเดินไปริมทะเลแล้วบอกว่าเห็นปลาโลมากระโดด แต่พอเราเดินตามไปดูก็ไม่เห็นแล้ว บรรยากาศโดยรอบๆเป็นบรรยากาศเหงาๆ เหมือนพวกชายหาดตอนหน้าหนาว ไกด์ปล่อยให้พวกเราเดินเล่นถ่ายรูปอยู่พักนึง แล้วก็เรียกกลับขึ้นรถ

ทางคดเคี้ยว โยกเยกไปมา ทำให้เรานอนหลับต่อได้อย่างสบาย ใช้เวลาเดินทางอีกเกือบสองชั่วโมงก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ คือ Fox Glacier แต่อาจจะด้วยความที่มาหน้าร้อน วิวตรงหน้าเลยไม่มีตรงไหนเหมือน Glacier เลยสักนิด ไกด์บอกว่าให้เวลาเดินที่นี่หนึ่งชั่วโมง ส่วนใครที่ไม่เดิน ก็ให้รอในรถ แม่เราเลยเดินลงมาถ่ายหนึ่งรูป หลังจากนั้นก็เดินกลับไปนั่งรอบนรถ ด้วยความที่ทางเดินต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการเดินไป แถมยังมีทางเดินลาดชันขึ้นเขาอีก ทำให้เราบอกพ่อว่าไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวเราจะเดินไปเอง พ่อบอกเราว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวเดินไป เหนื่อยเมื่อไหร่เดี๋ยวเดินกลับเอง เราเลยเดินไปโดยไม่ต้องรอ เพราะคาดว่าพ่อคงไม่มีทางเดินไปถึงอยู่แล้ว เราพยายามเดินเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะไม่ทันเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ไกด์ให้ไว้ กลัวจะไปไม่ถึงจุดไกลสุด เดินๆๆอยู่พักใหญ่ ทางก็เปลี่ยนเป็นทางขึ้นเขา ชันเล็กน้อยพอทำให้หอบ เดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ถึงจุดสิ้นสุดโดยไม่รู้ตัว วิวตรงหน้าแทบจะเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรสวยแปลกตา คือเป็นเขาหินๆ มีลำธารน้ำที่ละลายจาก Glacier แทรกอยู่ มองไปไกลๆ ก็เห็น Glacier ที่มีอยู่น้อยนิดกำลังถล่มลงมา มองไปรอบๆสักพักไม่รู้จะทำอะไร ให้น้องในทัวร์ช่วยถ่ายรูปกับวิวไว้เป็นที่ระลึก กะว่าจะได้เอาลงไปอวดพ่อกับแม่ว่าคิดถูกแล้วที่ไม่เดินขึ้นมา ระหว่างทางเดินลงได้แป๊ปเดียว ภาพที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็อยู่ตรงหน้า พ่อของเราเดินขึ้นมา บอกว่าเห็นเด็กเดินมาได้ก็เลยลองเดินตามมาดู รู้สึกภูมิใจในตัวพ่อเล็กๆ เพราะว่าปกติเวลาไปเที่ยวพ่อจะไม่ยอมเดินเลย นี่เดินค่อนข้างไกล แถมมีทางชันอีก น่าปรบมือให้จริงๆ เราจึงเดินพาพ่อขึ้นไปจนถึงสุดทาง และเดินกลับลงมาด้วยกัน ขากลับตอนที่ใกล้จะถึงรถ ฝนก็เริ่มตกปรอยๆลงมา

พอขึ้นรถครบ ไกด์บอกทุกคนว่ามาเที่ยวฝั่งตะวันตกให้ทำใจ เพราะฝั่งนี้ปกติฝนตกกว่า 90% ของทั้งปี ไกด์พาพวกเราเข้าที่พักที่เมือง Fox Glacier เป็นเมืองเล็กๆ มีโรงแรมและร้านค้าอยู่รอบๆไม่น่าเกิน 20 แห่ง พวกเราออกมาเดินเล่นซื้อน้ำ ซื้อขนม รอเวลากินข้าวเย็น โดยอาหารเย็นวันนี้เป็นอาหาร Course มีสลัด เสต็ก และไอติม ก่อนจะแยกย้ายไกด์บอกว่าคนขับรถเสนอว่าจะพาไปดูหิ่งห้อย ถ้าใครนอนไม่หลับให้ลงมาเจอกันที่ Lobby ได้ตอนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ครอบครัวเรามองหน้ากันและคิดว่าคงไม่ออกมาแล้ว เราขึ้นห้องอาบน้ำเสร็จ มาลองเปิดดูว่าหิ่งห้อยของที่นี่เป็นยังไง ปรากฎว่าไม่ใช่หิ่งห้อย แต่มันคือหนอนเรืองแสง เลยทำให้เราอยากไปดูขึ้นมาทันที เพราะตอนที่นั่งหาทัวร์ คนที่ไปเกาะเหนือทุกคนจะต้องไปดูถ้ำหนอนเรืองแสงที่ Waitomo เราก็เลยอยากรู้ว่าหนอนเรืองแสงนี่มันเป็นยังไง อาจเป็นเพราะความเป็นห่วง พ่อก็เลยบอกว่าจะไปด้วย

ทางเข้าที่จะไปดูถ้ำหนอนเรืองแสงเป็นทางเข้าเล็กๆ ห่างจากโรงแรมไปไม่ถึง 5 นาที พอเดินเข้าไปจะเป็นป่าเขียวๆชื้นๆ เดินตามทางไปเรื่อยๆ คนขับรถก็เริ่มชี้ให้ดูตามโพรงไม้ พอมองไปก็จะเห็นเป็นจุดสีฟ้าเล็กๆ 1-2 จุดอยู่ในโพรง ก็ยังดูไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไร คนขับรถพาเดินเข้าป่าไปเรื่อยๆ ฟ้าก็เริ่มมืดลง พ่อก็บอกว่าน่ากลัว ดีที่พ่อไม่งอแงว่าให้กลับ พวกเราก็เดินไปเรื่อยๆ ก็จะมีโพรงไม้ข้างทางที่มีจุดแสงสีฟ้าๆให้เห็นประปราย เดินอยู่พักใหญ่ฟ้าก็เริ่มมืดขึ้น ทีนี้ต้องเริ่มเอามือถือมาส่องทางเพราะมองทางไม่เห็น ทีนี้หนอนเรืองแสงเริ่มปรากฎตัวเยอะขึ้นๆเรื่อยๆ พวกเราลูกทัวร์ตื่นเต้นกันใหญ่ แถมพอเอาไฟส่องเข้าไปดูจะเห็นเป็นสายเหมือนไข่เล็กๆห้อยเรียงกันอยู่ ซึ่งเค้าบอกว่าเป็นน้ำลายของนอนที่ทำไว้เพื่อดักจับแมลง ทุกคนพยายามถ่ายรูปกันใหญ่ แต่การถ่ายรูปนี่ยากมาก ด้วยความที่ทุกคนไม่ได้เป็นตากล้องมือโปร ขาตั้งกล้องก็ไม่มี แต่สุดท้ายเราก็ยังพอถ่ายติดอะไรมาได้บ้าง ดีใจสุดๆ เพราะไม่มีใครถ่ายได้เลย เอามาส่งเข้าไลน์กรุ๊ปทัวร์ คนเข้ามาชมกันใหญ่ ไกด์บอกว่า ดีนะที่ได้มาดูและได้ถ่ายรูปด้วย ไกด์เคยไปดูที่ Waitomo มีหนอนเรืองแสงเยอะกว่านี้มากๆ แต่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปออกมาเลย เดินอยู่สักพักในความมืด แบบไม่รู้ตัว อยู่ๆก็หลุดออกมาอยู่ตรงทางเดิมที่เดินเข้าไป เป็นอันบังคับให้เดินกลับโรงแรมไปนอนโดยปริยาย

Day 4 Fox Glacier – Hokita – Arthur’s Pass – Christchurch

เช้าวันนี้ไกด์เปลี่ยนสูตรนัด 5.30 6.30 7.45 ด้วยความที่วันนี้ต้องเดินทางไกล และมีกำหนดการจะต้องไปขึ้นรถไฟให้ทันด้วย ไกด์จึงขอความร่วมมือให้ตื่นเช้าขึ้น และให้ออกตรงเวลา อาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ถูกเสิร์ฟที่โรงแรมเหมือนเคย

เราเดินทางออกจากโรงแรมเพื่อไปที่ Lake Mattheson ที่นี้เป็นจุดชมวิวเพื่อจะมาดูยอดเขา Mount Cook และ Mount Tasman สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ พอรถจอดปุ๊ป ท้องฟ้าก็ต้อนรับเราด้วยหยาดฝนที่โปรยปรายลงมา เสื้อฝนที่เตรียมเอามาก็ได้ฤกษ์ใช้งานวันนี้นี่แหละ ระยะทางจากปากทางเดินเข้าไปที่ทะเลสาบอยู่ประมาณ 1.2 กม. แม่ตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าขอนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟ ส่วนพ่อ ไม่รู้ทริปนี้เป็นอะไร สู้ตลอด บอกขอเดินไปด้วย พวกเราเดินฝ่าฝน ผ่านสองข้างทางที่เป็นป่าเขียวชอุ่มไปเรื่อยๆ จนถึงทะเลสาบ มีป้ายเขียนไว้ว่า A perfect Reflection? ไม่รู้จะตอบยังไงดีเลย พวกเราเดินกลับมา นั่งกินกาแฟได้พักนึง ก็ออกเดินทางต่อ

ที่กินข้าวกลางวันวันนี้เป็นเมืองเล็กๆ ชื่อ Hokitika ไกด์พาไปร้านหยก ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมืองนี้ แม่ซื้อต่างหู และเครื่องรางหยกมาอย่างละหนึ่งอัน หลังจากนั้นไกด์พาพวกเราไปกินข้าวที่ร้านอยู่ใกล้ริมฝั่งทะเลเป็นอาหารคอร์สสเต็กปลา หลังกินข้าวเสร็จหยาดฝนยังคงโปรยปรายมาอย่างต่อเนื่อง ไกด์ให้เวลาอิสระเดินเล่นในเมืองอีกชั่วโมงหนึ่ง โชคดีที่มีร่มของทางโรงแรมให้ยืม พวกเราสามคนเลยเดินเล่นรอบๆเมือง และไปจบอยู่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต

ไกด์พาทุกคนออกเดินทางต่อไปถึงสถานีรถไฟ Arthur’s Pass ซึ่งถือว่าเป็นสถานนีที่สูงที่สุดของเส้นทางนี้ ฝนยังคงตกต่อไป จนรถไฟมา

รถไฟขบวนนี้สะอาดสะอ้าน มีหน้าต่างบานกว้าง ทำให้เห็นวิวสองข้างทางได้อย่างเต็มที่ พวกเราเริ่มต้นด้วยการเดินไปตู้เสบียง สั่งโกโก้ร้อนกับไอติมรส White Choc Rasberry ยี่ห้อ Kapiti มากินตามคำแนะนำของไกด์ รสชาติดีทีเดียว นั่งรถไฟชมวิวสองข้างทางไปสักพัก ฟ้าก็เริ่มเปิด ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส เริ่มมาให้เห็นข้างหน้า เด็กๆในทัวร์กับเรารีบหยิบกล้องเตรียมออกไปถ่ายรูปที่ตู้ Open Air

ที่ตู้ Open Air นี่มีความสนุกสนานกันมาก เพราะวิวสองข้างทางจะเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา และวิวด้านซ้ายกับขวาก็สวยไม่เหมือนกัน ทุกคนที่ออกมาถ่ายรูปจะวิ่งไปมาซ้ายทีขวาทีเพื่อจะไปถ่ายวิวที่คิดว่าสวย จนตอนหลังๆที่อากาศเริ่มดีขึ้น คนเริ่มออกมาเยอะขึ้น ทุกคนก็ขยับย้ายที่ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าออกไปจะเสียที่ทันที ยืนถ่ายรูปกันเพลินๆจนเริ่มเห็นทุ่งหญ้าและที่ราบ ก็รู้ตัวแล้วว่าใกล้จะถึง

รถไฟมาสุดสายที่เมือง Christchurch ลงจากรถไฟปุ๊ป รถทัวร์ของเราก็มารอรับอยู่แล้วที่สถานี และพาพวกเราไปส่งที่ร้านอาหารไทย รสชาติดีอีกร้านหนึ่ง อาหารที่ทุกคนดูจะโปรดปรานกันมากจนต้องสั่งเพิ่ม คือไข่เจียว หลังกินข้าวเสร็จ คนขับรถพาพวกเราขับรถวนดูรอบตัวเมือง Christchurch ซึ่งทำให้เห็นว่ายังมีส่วนที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมจากเหตุแผ่นดินไหวเยอะอยู่ Christchurch มีความเป็นเมืองแต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก ตึกก็ยังไม่ค่อยสูงมาก ประกอบกับวันนี้เป็นวันส่งท้ายปีใหม่ ถนนหนทางเลยดูเงียบเหงาไม่มีผู้คน

รถทัวร์แล่นพาพวกเราเข้าโรงแรมที่อยู่ออกจากตัวเมืองไปประมาณสิบกิโล ลมเริ่มแรงขึ้น เป็นสัญญานว่าฝนกำลังตั้งเค้ามา ตอนแรกเราวางแผนว่าจะไปงาน Countdown ที่ Hagley Park ที่เป็นสถานที่จัดงานปีใหม่หลักของเมืองนี้ แต่พอเห็นสภาพอากาศแล้วก็ต้องตัดใจ สุดท้ายได้ไป Countdown ข้างโรงแรมแทน

Day 5 Christchurch – Kaikoura – Christchurch

เช้าวันรุ่งขึ้น ไกด์กลับมานัดเวลา 6 7 8 เหมืิอนเดิม หลังกินอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมเสร็จ พวกเราออกเดินทางมุ่งตรงสู่เมือง Kaikoura ที่อยู่ห่างออกไปทางเหนืออีกเกือบสองร้อยโล ด้วยวัตถุประสงค์เดียว คือการไปดูปลาวาฬ

เราหลับมาตลอดทางเหมือนทุกวัน ตื่นมาอีีกทีก็ใกล้จะถึงเมือง Kaikoura โดยมีกลิ่นทะเลเค็มโชยเข้ามาในรถ ท้องฟ้าวันนี้ยังคงขมุกขมัวอยู่เหมือนเดิม ซึ่งทำให้พวกเราลุ้นไปด้วยว่าเรือดูปลาวาฬจะออกจากฝั่งได้หรือไม่ ทั้งนี้ เรือของที่นี่ ถ้าออกจากฝั่งไม่ได้ เค้าจะคืนเงินค่าเรือให้กับทุกคนด้วย แต่ยังไง คือก็ต้องพาตัวเองมาให้ถึงก่อน เพราะอากาศในทะเลเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางบริษัทเรือไม่สามารถยืนยันให้ได้ว่าเรือจะออกหรือไม่ออก จุดแรกที่เราแวะคือ ริมทะเล ซึ่งเป็นจุดดูแมวน้ำ แมวน้ำที่นี่เป็นพันธุ์ Fur Seal เข้าใจว่าน่าจะต่างกับที่อื่นตรงที่ว่ามันมีขน เพราะปกติแมวน้ำที่เคยเห็น ผิวจะเป็นมันๆลื่นๆ พอลงจากรถปุ๊ป ก็รู้สึกได้เลยว่าจะไม่เห็นแมวน้ำ เพราะมองออกไปริมทะเลนี่ไม่เห็นแมวน้ำสักตัวเดียว ซึ่งตามปกติจะมีแมวน้ำเป็นพันพันตัวนอนอาบแดดอยู่ที่นี่ แต่โชคยังดีระหว่างที่พวกเราเดินเล่นไปมาก็ได้เจอ แมวน้ำทั้งหมดสามตัว ซึ่งมีอยู่ตัวเดียวที่ตื่นมาต้อนรับแขก นอกนั้นนอนอืดกันอย่างสบายใจ

หลังจากนั้น ไกด์พาเราไปกินอาหารกลางวัน และรอขึ้นเรือที่ Whale Watcher โดยรอบเรือที่พวกเราได้นั้น ประมาณบ่ายโมง หลังกินอาหารเสร็จพวกเราก็นั่งรอ และลุ้นว่าจะได้ไปหรือไม่ รอไปสักพัก Monitor ก็แจ้งว่ารอบของเราเรือสามารถออกได้ แต่เป็น High Sea Sickness Warning อ่านเสร็จเลยรีบหยิบยาแก้เมามากินเลย

ก่อนขึ้นเรือ ทาง Whale Watcher จะให้ทุกคนฟังเรื่องมาตรการความปลอดภัยก่อนประมาณห้านาที หลังจากนั้นก็พารถมารับทุกคนไปส่งที่ท่าเรือ พวกเราได้รับการต้อนรับอย่างดีจากทีมงานของ Whale Watcher โดยมีการแนะนำตัวลูกทีม การบรรยายถึงสัตว์สายพันธ์ุต่างๆให้ฟังระหว่างการเดินเรือ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสบายๆ เรือเริ่มออกจากฝั่งด้วยความเร็วสูง วิ่งฝ่าคลื่นออกทะเลไป คนบรรยายบอกให้ทุกคนนั่งอยู่กับที่และห้ามลุกขึ้นยืนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง อยากจะบอกว่าไม่ต้องบอกก็ไม่ลุกไปไหน เพราะเรือเด้งกระแทกปั้กๆอย่างแรงตลอดการเดินทาง เราด้วยความที่เป็นคนกลัวเรือแตก จากการที่ผ่านประสบการณ์เรือจะล่มมาสองครั้ง แค่ได้ยินเสียงเรือกระแทกกับคลื่นก็กลัวแล้ว นี่ยังไม่นับที่คนบรรยายบอกว่าเรือเราวิ่งด้วยความเร็ว Full Speed และจะไม่หยุดหากชนเข้ากับอะไร บวกกับความเมาเรือ ที่ทำให้มึนหัวอย่างหนัก เลยต้องนั่งกลัวๆมึนๆไปตลอดทาง

นั่งออกจากฝั่งไปประมาณครึ่งชั่วโมง ประตูเรือก็เปิดออก พร้อมกับเสียงบอกว่าเจอ Sperm Whale เราทุกคนรีบวิ่งออกไปดู ความรู้สึกตอนนั้น รู้สึกทึ่งและตะลึงมาก ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอกับปลาวาฬจริงๆ แถมยังอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิค ที่เคยได้ยินแต่ชื่อตอนวิชาสังคม เป็นความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว เรายืนดู เห็นเป็นร่างใหญ่ๆสีดำในน้ำ พร้อมกันมีการพ่นน้ำมาเป็นระยะๆ คนบรรยายเล่าให้ฟังว่า Sperm Whale จะเป็นปลาวาฬที่ไม่กระโดด ทำให้จะมองไม่ค่อยเห็นตัวมัน ดังนั้นจุดไฮไลท์ของมันก็คือ ตอนที่มันจะดำน้ำลงไปหายใจ ซึ่งหางมันจะโผล่พ้นน้ำมาให้ทุกคนเห็น ก่อนที่จะดำหายไปอีกกว่า 40-60 นาที นับว่าพวกเราโชคดีจริงๆที่ได้เห็น แต่คนที่จะไม่เห็นถึงความโชคดีนี้ ก็คือพ่อของเรานั่นเอง พ่อน่าสงสารมาก เมาเรือจนลุกออกมาดูไม่ไหว ได้แต่นั่งมึนๆจนหลับไป พอกลับเข้าเรือมาอีกครั้งคนบรรยายบอกว่าตัวที่เห็นชื่อ Manu ทุกคนแปลกใจกันใหญ่ว่าทำไมมีชื่อ แต่เค้าเล่าให้ฟังต่อว่า ปลาวาฬพวกนี้อยู่ประจำที่มาหลายสิบปีแล้ว พวกเค้าออกมากันทุกวันเลยจำพวกมันได้ และแยกความแตกต่างมันได้จากหาง เค้าเปิดภาพหางแต่ละตัวพร้อมมีชื่อกำกับให้ดู

เรือแล่นต่อไปแป๊ปเดียวฟ้าก็เริ่มใสขึ้น มองเห็นเกาะอยู่ไกลๆ น้ำทะเลเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าใส ก็มีเสียงบอกว่า Dusky Dolphin เรารีบวิ่งออกไป เจอปลาโลมาว่ายไปมาอยู่ใกล้ๆกับใต้ท้องเรือ เรือแล่นต่อไป ก็เจอกับฝูงปลาโลมา กระโดดโลดเต้นไปมาอยู่ด้านหน้า ปลาโลมาเป็นสัตว์ที่ Active มาก ว่ายๆๆและกระโดดไปเรื่อยๆ ว่ายกันเร็วมาก แบบสามารถว่ายแซงเรือได้เลย ด้วยความที่ปลาโลมาเยอะมาก ประกอบกับความตื่นเต้นอย่างถ่ายรูป วิ่งไปวิ่งมา สุดท้ายแว่นตาดำที่เสียบอยู่ที่เสื้อก็ไหลหล่นลงต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกตอนนั้นแบบจ๋อยมาก เพราะแว่นเพิ่งซื้อมาและราคาตั้งหมื่นแปด แต่ก็หงอยอยู่แป๊ปเดียวเพราะปลาโลมายังกระโดดไปมาให้ตื่นเต้นอยู่ แถมคุณลุงในทัวร์ยังเดินมาบอกว่า เมื่อกี้ลุงเห็นปลาโลมาใส่แว่นดำว่ายน้ำด้วย T-T

เรือแล่นไปอีกสักพักก็ชะลอลง และมีเสียงบอกว่า Orca คนบรรยายดูตื่นเต้นใหญ่ เรามองออกไปเห็น Orca อยู่ 3 ตัว มันว่ายๆอยู่แล้วก็จะดำลงไปข้างล่าง แล้วก็โผล่ขึ้นมาใหม่ กัปตันต้องคอยขับเรือตามไปตามมา แต่คิดว่า Orca นี่คงเป็นไฮไลท์ของคนเรือเลย เพราะเค้าบอกว่าโอกาสจะได้เห็นหายากมาก คนเรือผลัดกันเดินออกมาถ่ายรูป ทั้งๆที่ตอนเจอตัวอื่นพวกเค้าก็ดูเฉยๆ คนบรรยายบอกว่า ทริปนี้ถือเป็นทริปที่โชคดีที่สุดที่เค้าเคยออกเรือมาเลย แบบได้เห็นหลายอย่างพร้อมกันในวันเดียวโดยเฉพาะ Orca ยิ่งทำให้รู้สึกโชคดีและขอบคุณที่ได้มาเห็นอะไรแบบนี้ สุดท้าย คนบรรยายประกาศว่า รู้ว่าทุกคนยังอยากอยู่ต่อ แต่ก็ต้องพาทุกคนกลับแล้ว เพราะหมดเวลาของรอบนี้ และมีรอบอื่นรอต่อมาอยู่ จึงเป็นอันจบทริป คุ้มค่ากับการนั่งรถมากว่าสองร้อยโล

พ่อคงเป็นคนเดียวที่รู้สึกว่าไม่คุ้ม เพราะไม่ได้ดูอะไรเลย แถมตอนสุดท้ายระหว่างกลับยังอ้วกแตกอีกต่างหาก พวกเราลงจากเรือและกลับขึ้นรถ มุ่งหน้ากลับสู่เมือง Christchurch ระหว่างอาหารเย็น ตอนนั้นเป็นเวลาทุ่มนึง ทุกคนก็ลุ้นกันใหญ่ว่าจะกลับไปทันไป Countdown รึป่าว เพราะทุกคนจัดกระเป๋าเสร็จแล้ว แล้วรู้ว่ายังมีที่ว่างพอให้มาซื้อของเพิ่ม สุดท้ายก็กลับไปทัน พอเข้าโรงแรมปุ๊ป ทุกคนรีบพุ่งตัวไป Countdown ก่อนที่จะปิดลงตอนสองทุ่ม พอช้อปปิ้งเสร็จพวกเราสามคนมากินแฮมเบอร์เกอร์กันต่อที่ร้าน Burger Fuel เพราะอาหารจีนวันนี้มีแต่อาหารผัดๆมันๆเลยทำให้พวกเรากินกันได้ไม่มาก หลังจากกินเบอร์เกอร์จนอิ่ม พวกเราก็เดินกลับโรงแรม เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน

Day 6 Christchurch – Bangkok

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว โปรแกรมไม่มีอะไรมาก คือตื่นเวลาเดิม เพื่อเตรียมตัวไปขึ้นเครื่องบิน SQ298 ด้วยความที่ไกด์พาเราไปตั้งแต่เก้าโมง แต่เครื่องออกตอนเที่ยง ทำให้พวกเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะช้อปปิ้งต่อในสนามบิน ซึ่งถือแม้ร้านจะมีไม่เยอะ แต่ก็ทำให้พวกเราเสียเงินรอบสุดท้ายไปได้มากอยู่ โดยก่อนขึ้นเครื่องเราก็กินข้าวกลางวันไปเลยที่ร้าน Coffee Club ซึ่งเป็นร้านอาหารเดียวที่อยู่ใน Terminal ในส่วนของการ Connect Flight ที่ Changi Airport พวกเราไม่มีเวลาที่จะเดินเลือกซื้ออะไรเพิ่ม เพราะเวลา Transit มีอยู่แค่หนึ่งชั่วโมง แถมเครื่องบิน Delay ไป 10 นาที ทำให้ทุกคนต้องเดินตรงมุ่งหน้าขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯอย่างเดียว

บทสรุปของทริปนี้ คือเป็นทริปครอบครัวที่ประทับใจ พ่อแม่ลูกสามคนมีความสุขสนุกสนาน ดื่มด่ำกับธรรมชาติของเกาะใต้ แม้ว่าจะต้องนั่งรถเยอะเพราะแต่ละเมืองอยู่ไกลกัน แต่เราก็นั่งรถหลับๆตื่นๆ ประกอบกับวิวข้างทางที่สวย ก็ทำให้รู้สึกว่าได้พักผ่อนไม่น่าเบื่อ แถมสุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นตรงกันว่าดีแล้วที่ไม่ขับรถมาเที่ยวกันเอง เพราะระยะทางที่พวกเราไปกันมาในห้าวันนี้อยู่ที่ 1,400 กว่าโลเลยทีเดียว สุดท้ายอยากจะขอบคุณพ่อกับแม่ที่มาเที่ยวด้วยกัน และออกตังให้มาเที่ยวอีก ถือเป็นทริปส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ได้ดีเลยทีเดียว

 

 Scroll to top